วันพุธที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2555

ปีใหม่ เฮงๆๆ รวยๆๆ

some_text



ปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นปีที่ยอดเยี่ยมมากๆเลยครับ ผมเขียนแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าเงินในพอร์ตผมโตขึ้นนะครับ ที่จริงแล้วมันโตนิดเดี๋ยวเอง 55+ แต่ที่ผมประทับใจ ก็คือ ผมได้เรียนรู้ตลาดหุ้นที่เป็นทั้งแบบขาขึ้นและขาลง

จะว่าไปในช่วงต้นปี ผลตอบแทบของผมถือว่าสูงมากเลย แต่พอมาเจอปัญหายุโรป กำไรผมหายหมด แถมมาขาดทุนด้วยนี้สิ โห ยอดจริงๆ (ประชดนะ)ทำให้ผมต้องทบทวนและต้องปรับเปลี่ยนวิธีการลงทุนซะใหม่ สิ่งที่ต้องทำให้ได้ก็คือ เรื่องการควบคุมจิตใจตนเอง เรื่องนี้คงเป็นเรื่องที่สำคัญ และผมก็เชื่อว่า ท่านนักลงทุนหลายๆท่านก็ยังทำกันไม่ได้ ไม่เป็นไรครับทุกอย่างเป็นการเรียนรู้ ทำให้เราก้าวต่อไปที่ดีกว่า มาเริ่มต้นกันใหม่ในปีใหม่ปีนี้กันครับ

ปีใหม่ปีนี้ ผมเลยขอศึกษาเทคนิคการปรับพอร์ตของพี่ลูกอีสาน ใครอ่านจบหมดทั้งกระทู้เทพเลยทีเดียว ขนาดนั้น 55++
ตามลิงค์นี้เลย ขอถามคุณลูกอีสาน เรื่องเทคนิคการปรับพอร์ตครับ

ส่วนอีกลิงค์ เป็นการประมวลเหตุการณ์สุดซี้ด ในรอบปีที่ผ่านมา ของพี่ yacht7 ใน Pantip ในนี้มีหุ้นที่ผมเคยลงทุนด้วยนะครับ ลากซะซี้ดดด....เลยยย....
ตามลิงค์นี้เลย ประมวลเหตุการณ์สุดซี้ดดดดดดด ในรอบปีที่ผ่านมา !!

วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2554

อัพแอนด์ดาวน์ ของการลงทุนในหุ้นวัฏจักร

some_text



for everyone



The Ups And Downs Of Investing In Cyclical Stocks
ลองจินตนาการว่าคุณกำลังขับรถสปอร์ต ชั่วขณะหนึ่งคุณอาจจะกำลังแล่นไปบนยอดเขาสูงของโลก อีกอึดใจคุณกลับมาลงมาอยู่ที่ตีนเขา พร้อมที่จะพุ่งทะยานกลับขึ้นไปอีกครั้ง เช่นเดียวกับการลงทุนในหุ้นที่มีธุรกิจเป็นวงรอบก็จะคล้ายคลึงกัน ยกเว้นระยะเวลาที่ใช้วิ่งขึ้นหรือลงเท่านั้นที่ต่างกัน ปรากฏการณ์เช่นนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อที่เรียกว่า วงรอบธุรกิจ หรือวัฏจักรเศรษฐกิจ ซึ่งอาจจะกินเวลานานเป็นปี

หุ้นวัฏจักรคืออะไร ?
การแยกแยะบริษัทเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องตรงไปตรงมา โดยปกติ หุ้นวัฏจักรมักจะแฝงอยู่ในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมรถยนต์ สายการบิน เฟอร์นิเจอร์ เหล็ก กระดาษ เครื่องจักรกล โรงแรม และภัตตาคาร เป็นต้น ผลกำไรและราคาหุ้นของบริษัทมีแนวโน้มที่เป็นไปตามการขึ้นลงของเศรษฐกิจ นี่แหล่ะจึงเป็นที่มาของคำว่า “วัฏจักร” เมื่อเศรษฐกิจบลูม เช่นช่วงทศวรรษ 90 ยอดขายของรถยนต์, ตั๋วเครื่องบิน และไวน์ชั้นเลิศ มีแนวโน้มเติบโตรุ่งเรือง แต่ในทางกลับกัน เมื่อเศรษฐกิจย่ำแย่ หุ้นวัฏจักรก็มักจะตกต่ำสุดๆ
การขึ้นและลงของเศรษฐกิจเป็นไปตามธรรมชาติ ซึ่งก็คือลักษณะของหุ้นวัฏจักร การลงทุนในหุ้นวัฏจักรให้ประสบผลสำเร็จนั้น จะต้องระมัดระวังอย่างมากในการกะจังหวะเวลา มีความเป็นไปได้ที่จะสามารถทำเงินจำนวนมหาศาลถ้าหากคุณเข้าถือหุ้นวัฏจักรในขณะที่อยู่ในช่วงต่ำสุดของวงรอบ ปริ่มๆ ว่าจะเริ่มขยายตัว แต่ก็เช่นกัน นักลงทุนอาจจะเสียเงินจำนวนมากถ้าหากเข้าซื้อหุ้นในช่วงจังหวะที่ผิดพลาด

เปรียบเทียบหุ้นวัฏจักรกับหุ้นเติบโต (Cyclical vs Growth Stocks)
ในช่วงเศรษฐกิจดี บริษัททั้งหมดจะมีผลกำไรงดงาม แต่กับหุ้นเติบโตแล้วแม้ว่าจะอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจแย่สุดๆ ก็ยังคงสามารถบริหารจัดการสร้างผลกำไรปีแล้วปีเล่า ซึ่งในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ การเติบโตของหุ้นเหล่านี้อาจจะชะลอตัวต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว แต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ยอมรับได้
สำหรับหุ้นวัฏจักรแล้ว กลับตรงกันข้าม มีการตอบสนองอย่างผันผวนต่อสภาพเศรษฐกิจมากกว่าหุ้นเติบโต ในช่วงแย่ๆ อาจจะขาดทุนมหาศาลแทบจะประคองตัวไม่รอด แต่เมื่อสถานการณ์กลับกลายเป็นดีขึ้น จะมีการสวิงอย่างรุนแรงจากขาดทุนเป็นกำไร มีผลประกอบการเหนือความคาดหมาย บางครั้งยังทิ้งห่างหุ้นโตเร็วแบบไม่เห็นฝุ่น

การลงทุนในหุ้นวัฏจักร
อ้าว! แล้วเมื่อไหร่ที่ควรจะซื้อหุ้นวัฏจักร การคาดคะเนช่วงขาขึ้นเป็นเรื่องยากมากๆ โดยเฉพาะ หุ้นวัฏจักรหลายตัวมักจะเริ่มทำผลงานดีล่วงหน้าหลายเดือนก่อนที่เศรษฐกิจจะหลุดพ้นจากช่วงตกต่ำ การเข้าซื้อหุ้นวัฏจักรต้องอาศัยการค้นคว้าและความกล้า ยิ่งกว่านั้น นักลงทุนต้องมีจังหวะการลงทุนที่เพอร์เฟคต์ถูกต้อง
กูรูด้านการลงทุน จิม สเลเตอร์ ได้เสนอผลงานที่ช่วยนักลงทุนได้มาก เขาศึกษาถึงอุตสาหกรรมวัฏจักรมีผลกับตัวแปรที่เป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจเป็นระยะเวลานานถึง 15 ปี จากข้อมูลได้แสดงให้เห็นว่า อัตราดอกเบี้ยที่ตกลง เป็นปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความรุ่งเรืองของหุ้นวัฏจักร เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยต่ำมักจะเป็นไปเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ หุ้นวัฏจักรจึงมักจะมีผลกำไรดีเมื่อดอกเบี้ยลดลง ในขณะที่เมื่อดอกเบี้ยเริ่มเปลี่ยนเป็นขาขึ้น ราคาหุ้นวัฏจักรก็มักจะย่ำแย่ สเลเตอร์ได้เตือนนักลงทุนให้ระมัดระวังในช่วงปีแรกที่อัตราดอกเบี้ยเริ่มลดลง ดูจะเป็นช่วงเวลาที่ไม่เหมาะแก่การซื้อ เขาแนะนำว่าเวลาที่ดีที่สุดของการซื้อก็คือ ปีสุดท้ายของการลดอัตราดอกเบี้ย ก่อนหน้าที่ดอกเบี้ยจะเปลี่ยนเป็นขาขึ้นอีกครั้ง ซึ่งนี่ก็คือ ช่วงเวลาที่หุ้นวัฏจักรสามารถเอาชนะหุ้นเติบโตได้
ก่อนที่จะเลือกหุ้นวัฏจักร เป็นการดีที่จะพิจารณาเลือกอุตสาหกรรม ที่มีทีท่าว่ากำลังจะเด้ง ลำดับต่อมา เมื่อเลือกได้อุตสาหกรรมแล้ว ให้เลือกบริษัทที่ดูดีน่าสนใจ ซึ่งตามปกติ บริษัทใหญ่ที่สุดก็มักจะปลอดภัยที่สุด บริษัทเล็กๆ มักจะมีความเสี่ยงสูง แต่ก็มีหลายครั้งที่บริษัทเล็กๆ เหล่านี้สามารถให้ผลตอบแทนได้อย่างงดงาม

นักลงทุนจำนวนมากจะมองหาบริษัทที่มีค่า P/E ต่ำๆ แต่สำหรับการลงทุนในหุ้นวัฏจักรแล้ว วิธีนี้อาจจะใช้ไม่ได้ผล ผลกำไรของหุ้นวัฏจักรมีความผันผวนมากเกินกว่าจะทำให้ตัวเลข P/E สื่อความได้ตามจริง นอกจากนั้น หุ้นวัฏจักรที่มีค่า P/E ต่ำๆ อาจจะให้ผลการลงทุนที่อันตราย แต่ด้วยค่า P/E สูงยิ่งเน้นให้เห็นถึงจุดต่ำสุดของวงรอบธุรกิจ ในขณะที่ค่า P/E ต่ำ ปกติจะเป็นสัญญาณถึงจุดสิ้นสุดของขาขึ้น
สำหรับการลงทุนในหุ้นวัฏจักร ค่า P/B เป็นค่าที่ควรให้สนใจมากกว่าค่า P/E ราคาที่ลดลงเมื่อเทียบกับมูลค่าหุ้นทางบัญชีเป็นการแจ้งสัญญาณฟื้นตัวในอนาคต แต่เมื่อฟื้นตัวเรียบร้อยแล้วหุ้นเหล่านี้จะมีค่ามากกว่าบุ๊คแวลูหลายเท่าตัว ตัวอย่าง ที่จุดสูงสุดของวงรอบธุรกิจ อุตสาหกรรมเซมิคอนดัคเตอร์มีการซื้อขายที่ราคาสูงกว่าบุ๊คแวลู 3-4 เท่า

จังหวะเวลาการลงทุนที่ถูกต้องนั้นแตกต่างกันไปตามประเภทของอุตสาหกรรม ตัวอย่าง ปิโตรเคมี, ซีเมนต์, เยื่อกระดาษ และกระดาษ รวมทั้งธุรกิจอื่นที่คล้ายคลึงกัน มักจะเคลื่อนไหวตัวสูงขึ้นได้ก่อนใครเพื่อน เมื่อการฟื้นตัวถึงจุดเสถียร หุ้นวัฏจักรอิเล็กทรอนิกส์ (เช่น เซมิคอนดัคเตอร์) ก็จะตามมา ส่วนตัวที่มาช้าที่สุดก่อนจะสิ้นสุดวงรอบก็คือ บรรดาสินค้าอุปโภคบริโภคเช่น เสื้อผ้า ห้างสรรพสินค้า รถยนต์ และสายการบิน
การซื้อหุ้นของคนใน มักจะส่งสัญญาณอย่างแรงว่าถึงเวลาซื้อแล้ว ถ้าบริษัทอยู่ที่จุดต่ำสุดของวงรอบธุรกิจ ผู้บริหารจะแสดงความเชื่อมั่นในการฟื้นตัวของธุรกิจโดยการเข้าซื้อหุ้น

ท้ายที่สุด จับตาดูงบการเงินของบริษัท การมีกระแสเงินสดจำนวนมากเป็นสิ่งสำคัญมากโดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนซึ่งซื้อหุ้นฟื้นตัวที่จุดต่ำสุดในขณะที่สภาพเศรษฐกิจยังคงแย่อยู่ การที่บริษัทมีเงินสดจำนวนมากจะสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนเพื่อยืนยันว่าการตัดสินใจครั้งนี้เป็นวิธีการที่สุดเลิศ

ความสรุป
อย่าเชื่อมั่นว่าหุ้นวัฏจักรจะให้ผลกำไรเป็นระยะเวลายาวนาน ถ้าภาพเศรษฐกิจเริ่มหม่นหมอง นักลงทุนควรจะลดโหลดหุ้นวัฏจักรออกซะก่อนที่หุ้นเหล่านี้จะสะดุด และกลับมาจบลงที่จุดเริ่มต้น นักลงทุนที่ติดอยู่กับหุ้นวัฏจักรในช่วงเศรษฐกิจซบเซา อาจจะต้องรอนานถึง 5 ปี, 10 ปี หรือ 15 ปี ก่อนที่หุ้นเหล่านี้จะหวนกลับมาที่ราคาเดิมอีกครั้ง วงรอบธุรกิจทำให้การซื้อหุ้นแล้วถือครอง (buy and hold) เป็นการลงทุนที่สุดจะเลวร้าย

ที่มา WindReturn


แถมอีก link นี้เป็น วัฐจักรหุ้นปั่น ที่หลายๆคนชอบ อิอิ

วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2554

วิธีการลงทุนของผม

chinese new year Graphics



ลงทุนในหุ้นช่วงนี้เหนื่อยจริงๆครับ เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง แต่ก็ดีครับจะได้มีประสบการณ์หลายๆแบบ เพราะผมพึ่งจะได้ลงทุนได้ไม่นาน ปีแรกๆที่ได้เริ่มลงทุนคงไม่ได้มีอะไรมากกว่าการรักษาเงินต้นของเราให้เหลือค่ามากที่สุด โชคดีของผมที่ยังพอมีกำไรบ้าง มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมดันไปรับ warrant ที่เขากำลังทิ้งอยู่ และมันก็ทำราคา New Low แล้ว New Low อีก คือประมาณถูกแล้ว ยังมีถูกกว่าอีก เสียหายหลายเปอร์เซ็นต์เลย แทบจะเอากำไร ที่เคยทำรอบอื่นๆมาทิ้งเกือบหมด ดีที่ผม cut loss ทัน ไม่งั้นเจ็บหนักเลย รอบหลังๆ ลงทุนระวังตัวมากขึ้น ดูนิสัยของหุ้นตัวที่เราจะลงทุนย้อนหลังหลายๆปี เลยทำให้พอจับจุดหุ้นตัวนั้นได้บ้าง ทำให้ช่วงหลังๆ ผมไม่ค่อยขาดทุนเท่าไหร่ แต่มักจะขายหมูแทน แต่ก็ไม่เป็นไร เน้นกำไรไว้ก่อน ผมไม่อยากโลภมาก เมื่อก่อนนี้ต้องให้ได้ 100% พอถือไปเรื่อยๆ มันจบรอบของมันก่อน ทำให้ไม่ได้กำไรถึง 100% แถมยังลงมากินกำไรที่ผมได้ทำไว้อีก เดี๋ยวนี้ผมขอแค่ 50% จากราคาที่มันเริ่มวิ่งก็พอใจแล้วครับ เมื่อก่อนจะลงทุนชอบแนวสวนตลาด แต่นิสัยของผมเป็นคนใจร้อน พอเห็นราคามันตกผมก็รีบขายทันที ซึ่งมันไม่ดีเลย หลังๆเมื่อค้นพบจุดอ่อนของตัวเองก็เปลี่ยนแนวเป็นลงทุนตามแนวโน้มตลาดดีกว่า อย่างเช่นช่วงนี้จะถือหุ้นน้อยหน่อย เพราะเราไม่รู้ว่าตลาดหุ้นมีแนวโน้มไปในทิศทางไหนกันแน่


ในส่วนหุ้นที่ผมจะเลือกลงทุน ส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นที่ไม่เป็นที่นิยม เช่น หุ้นก้นบุหรี่ หุ้นเทิร์นอะราวด์ หุ้นวัฎจักร และหุ้นที่มี story ใหม่ๆ ที่นักลงทุนท่านอื่นยังไม่สนใจ หรือยังไม่รับทราบมากนัก เลือกซื้อหุ้นที่มีมูลค่าต่ำกว่าพื้นฐานที่มันควรจะเป็น เน้นที่ upside สูง downside ต่ำ เพื่อป้องกันการวิเคราะห์ผิดพลาดอีกชั้นหนึ่ง และอีกประเด็น ผมก็ดูต้นทุนที่เราซื้อ ว่าถูกหรือแพงกว่าชาวบ้านเขามากน้อยแค่ไหนด้วย เพื่อที่เราจะได้กำหนดวิธีการเล่นได้ว่าจะเลือกถือต่อหรือจะขายทำกำไรเลย ที่จริงแล้วไม่ต้องเน้นมากก็ได้เรื่องต้นทุนที่เราซื้อ เพราะมันจะเป็นกับดักให้เราพลาดโอกาสการทำกำไรได้ ดูประกอบเฉยๆก็พอ และทุกครั้งที่วิกฤตของหุ้นที่ผมซื้อเก็บไว้ได้จบลงไป ผมก็จะเริ่มหาราคาเป้าหมายที่ผมจะเริ่มปล่อยหุ้นออกไป แต่ถ้าผมวิเคราะห์ผิด สัก 10% ผมก็ stop loss ทันที


วิธีการลงทุนของผมในอนาคตอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงก็ได้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่ผมได้รับ ผมเลยขอเขียนเก็บบันทึกวิธีการลงทุนของผมไว้ก่อน เพื่อจะได้ดูการพัฒนาหรือปรับปรุงข้อผิดพลาดของตัวเองอีกทีหนึ่ง การลงทุนของผม ถ้าเห็นว่าดีก็เอาไปดัดแปลงได้ครับ แต่ถ้าเรื่องไหนไม่ดีก็ไม่ควรเอาเป็นแบบอย่างนะครับ เพราะประสบการณ์ของผมยังน้อยนัก อาจเกิดความผิดพลาดได้ ถ้านักลงทุนท่านใดได้หลงมาอ่าน ก็ขอให้แนะนำวิธีที่ถูกต้องให้แก่ผมด้วยครับ คำแนะนำของท่านในวันนี้ อาจจะทำให้ผมบินไปบนโลกกว้างได้อย่างถูกต้องและมั่นคง สุดท้ายขอขอบพระคุณทุกท่านที่ได้แนะนำแก่ผมและหลงเข้ามาอ่านนะครับ อิอิ

วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2554

ก้าวต่อไป…

chinese new year Graphics



ผมศึกษาที่มหาลัยเชียงใหม่ ตอนนี้ก็ถือว่าผมเกือบจะเรียนจบแล้ว แม้จะมีติดวิชา PROJECT อีก 1 วิชาก็ตาม ผมก็ทำ PROJECT ช่วง summer นี้เอง แต่มันก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร ถ้าทำการทดลองแล้วเก็บข้อมูลเสร็จ ก็ขออาจารย์เข้าสอบได้ ก็คิดว่าน่าจะผ่าน แล้วเรียนจบตามเพื่อนไปได้

ก้าวต่อไปในชีวิตของผมก็คงจะต้องเริ่มหางานก่อนเป็นอันดับแรก ถือว่าโชคดีที่ช่วงเวลานี้ที่เศรษฐกิจไม่ตกสะเก็ด เพื่อนผมหลายคนหางานได้สบายๆ บางคนเลือกงานหน่อยก็เลยยังไม่ได้ หรือบางคนก็เลือกเรียนต่อ ก็ว่ากันไป

ที่จริงผมยังไม่อยากจบเลย (แต่ก็สงสารพ่อ-แม่ 555+) จะว่าไปแค่ตอนฝึกงานผมก็รับรู้แล้วว่าอาชีพลูกจ้างนั้นมันไม่ค่อยสนุกสักเท่าไหร่ แต่จะทำอย่างไรได้ ในยุคปัจจุบันนี้ ถ้าเราไม่ทำงานก็คงไม่มีเงิน เราก็จะอยู่บนโลกนี้อย่างลำบาก หรือถ้าอยู่ได้ก็คงต้องเกาะพ่อ-แม่ ต่อไป มันคงเป็นอะไรที่ไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่

ในเมื่อช่วงนี้มันว่างๆ ผมเลยต้องรีบหาความรู้เข้าสมองให้ได้เยอะๆหน่อย ก่อนที่ชีวิตของผมจะมัวแต่เอาเวลาไปแลกกับเงิน ผมเลยหาหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนมาอ่านเยอะหน่อย และมันก็มีหลายแนวทางเหลือเกิน ผมคงต้องทำการปรับใช้และหาอะไรที่เหมาะสมกับผมมากที่สุด แนวการลงทุนที่ผมชอบ เช่น แบบ ปีเตอร์ ลินซ์ , จอห์น เนฟฟ์ และแนวทางนักลงทุนดันโด หุ้นที่ผมถือจึงมีแค่ตัวเดียว แต่ราคามันก็ไม่ได้ไปไหนไกลเลย แต่ผมก็จะถือมัน เพราะตัวธุรกิจยังดีอยู่ ก็อยากจะลองดูว่ามันจะเป็นอย่างไร ถ้าเราถือมันนานๆ ในแนวโน้มที่ผมคิดเอาเองนะว่ามันดี จากการที่ผมได้ทำการศึกษาจากความรู้ที่ผมมีในปัจจุบันอันน้อยนิดของผม

จะว่าไปแล้วตลาดหุ้นช่วงนี้น่าเวียนเหลือเกิน เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง แสดงให้เห็นถึงความโลภและความกลัวของคน เวลาว่างๆผมมักจะดูทิศทางของ set ในแต่ละวัน ว่ามันขึ้นหรือลงอย่างไร คือผมก็อยากจะวิเคราะห์ว่าคนส่วนใหญ่ในตลาดคิดอะไรอยู่ในช่วงนี้ มันก็สนุกไปอีกแบบหนึ่ง ในส่วนของราคาหุ้นที่ผมถือ ผมก็เห็นว่ามันเดี๋ยวก็เขียวเดี๋ยวก็แดง อยู่อย่างนี้ แต่อย่างไรราคาก็ยังไม่ถึงราคาเป้าหมายที่ผมตั้งไว้ ผมรออยู่นิ่งๆดีกว่า

มาดูโลกเราช่วงนี้กันบ้างวุ่นวายเหลือเกิน ดูอย่างที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการประท้วงทางการเมืองของประเทศแถบตะวันออกกลาง แผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น ไหนจะเรื่องโรงไฟฟ้านิวเครียส์ที่ยังแก้ปัญหาไม่เสร็จอีก แผ่นดินไหวที่ประเทศพม่า ที่ผมเองยังรู้สึกได้เลย เพราะผมอยู่หอพักชั้น 5 มันสั่นจนผมมึนหัวเลย ยังมีน้ำท่วมที่ภาคใต้ และอากาศช่วงนี้ก็เหมือนกันอย่างกับนัดกันมาเลยทั้ง 3 ฤดู ทำเอาผมเป็นไข้ไปหลายวันเลย สุดท้ายผมต้องเก็บเงินไว้บ้าง เผื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้นมาจะได้รับมือได้ทัน และอาจจะเอาเงินก้อนนั้นเป็นทุนเพิ่มเติมนะครับ

วันอาทิตย์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2554

การลงทุนของผมในปีที่ผ่านมา

chinese new year Graphics



ผ่านไปอีก 1 ปี สำหรับการลงทุนของผมนั้นเรียกว่าได้เสียค่าครูไปเล็กน้อย ประมาณ 5% ของเงินทั้งหมดของผม อาจจะเป็นเพราะผมลงทุนในหุ้นที่ไม่มีนักลงทุนสนใจมากนัก เพราะในอดีตมันเป็นหุ้นที่นิมีสัยที่ไม่ดีมาก่อน แถมเจ้ามือยังไม่ยอมให้มันวิ่งขึ้นไปอีก แม้ว่ามันจะมีผลกำไรที่ดีขึ้น (แล้วยังไงต่อ ผมต้องอดทนถือใช้ไหมครับหรือว่าผมคาดการณ์ผิดกันแน่นะ 555…ต้องลองดูกันต่อไป…) ที่ผมพูดมานั้นคือหุ้นที่ผมให้น้ำหนักในการลงทุนมากที่สุด หุ้นตัวอื่นๆผมก็เล่นเก็งกำไรธรรมดา มีได้มีเสีย เหมือนเกมส์พนันซะมากกว่า แต่จะเสียมากกว่าได้ ก็อาจจะเป็นเพราะผมไม่มีเวลา ต้องเรียนหนังสือ แถมเรื่องเทคนิคอลที่เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเล่นสั้นนั้นผมก็ไม่มีความรู้เอาซะเลย ทำให้บางครั้งผมขายหมูบ้างก็มี คือขายเมื่อวาน อีกวันขึ้นเอาขึ้นเอา คนเล่นเซ็งเลย ไอ้อาการแบบนี้ผมว่าทุกคนที่เข้ามาในตลาดหุ้นใหม่ๆ ก็คงจะเคยเจอเหตุการณ์อย่างนี้มันช่างน่าเจ็บใจอย่างไรบอกไม่ถูก แล้วยิ่งเห็นมันขึ้นเอาขึ้นอีก ผมก็อยากจะตามนะ แต่พอคิดดูแล้วไม่ตามดีกว่ามันแพงเกินกว่าที่ผมเคยซื้อครั้งแรกเสียอีก พอผ่านไปอีก 2 เดือน หุ้นตัวเดิมกันนี้มันวิ่งเป็นจรวดเลยครับ คือมันไม่เคยกลับมาในราคาเดิมที่ผมเคยซื้ออีกเลย (คือมันวิ่งไปมากกว่า 1 เท่าตัว ที่ผมเคยซื้อครั้งแรกซะอีก เจ็บใจจริงๆ ….เศร้าสุดๆ…อารมณ์แมงเม่าชัดๆ…) ไม่เป็นไรช่างมันโอกาสของผมยังไม่หมด ก็เงินเก็บของผมยังเหลืออยู่นี้ครับ ถือเป็นช่วงทดลองงานมันมีโอกาสเสียมากกว่าได้ในเมื่อมันใหม่สำหรับการเริ่มต้นการลงทุนของผม

ผมพึ่งเข้าตลาดหุ้นมาประมาณ 4 เดือนที่ผ่านมานี้เอง เนื่องจากผมมีเป้าหมายในการปลดล็อกตัวเองจากเรื่องเงินๆทองๆ ก็คืออิสระทางด้านการเงินนั้นเองครับ ที่จริงแล้วผมคิดว่าการลงทุนมันไม่เห็นจะยากเลย แค่เราซื้อตอนมันลง แล้วไปขายตอนมันขึ้นก็กำไรแล้ว แต่ที่ทำให้ผมตัดสินใจผิดพลาดหลายๆครั้งเกิดจากอารมณ์มันพาไปนี้เอง ก็ผมมันเด็กน้อยจริงๆ นั่งเฝ้าหน้าจอคอมพิวเตอร์ดูมันขึ้นลงอยู่นั้นแหละ (…เสียเวลาจริงๆ…) ผมทนไม่ไหวมันลงมาหน่อยดันคันมืออยากลองวิชาเลยขายมันซะเลย แล้วไงครับก็สบายใจดิครั้ง cut loss เป็นครั้งแรกในชีวิต อิอิ ไม่ทันไรผ่านไปแปปเดียวมันวิ่งเลยราคาที่ผมเคยซื้อซะงั้น (…มันจริงๆเลย… เรานี้มันโง้ชัดๆ…) ผมพึ่งประจักษ์ว่าการลงทุนมันเล่นกับอารมณ์ของตัวเอง ทั้งๆก็รู้ว่าแนวโน้มมันดี แต่ก็ดันไปแพ้อารมณ์ตัวเองซะงั้นไป ต่อไปวิธีแก้ของผมคือผมจะซื้อแล้วถือยาว แล้วค่อยมาเช็คอาทิตย์ละครั้งหรือตอนเย็นหลังจากตลาดปิดดูว่ามันมีอะไรที่มันเปลี่ยนแปลงไปไหม

ผมหวังว่าการลงทุนของผมในปี 2554 จะดีขึ้นกว่าเดิม และหวังว่าทุกท่านก็ดีขึ้นเช่นกัน ผมเริ่มรู้แล้วว่าตลาดหุ้นนั้นคืออะไร ผมคงจะไม่กลับไปผิดพลาดซ้ำสองอีก โชคดีทุกท่านนะครับ

วันศุกร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เงินเฟ้อ…เรื่องใกล้ๆตัว

chinese new year Graphics



ช่วงนี้มองไปทางไหนของก็แพงขึ้น อย่างในตอนกลางวันผมรับประทานข้าวผัดกระเพาไข่เจียว อาหารยอดนิยมของใครหลายๆคน ที่ร้านเจ้าประจำของผมที่ใช้บริการฝากท้องกับแกบ่อยๆ เมื่อก่อนราคาจานละ 30 บาท ตอนนี้แกขอ 35 บาทแล้ว แกบอกว่าหมูและไข่ช่วงนี้แพงมาก ผมเลยต้องควักเงินเพิ่มขึ้น แม้ว่าปริมาณอาหารที่รับประทานจะเท่าเดิม (นี้มันเงินเฟ้อนี้หว่า) ต่อไปนี้เราต้องรับเมื่อกับปัญหาเงินด้อยค่าลงแล้วจะทำอย่างไงดีล่ะ เมื่อมาคิดดูอีกทีต่อไปดอกเบี้ยเงินฝากน่าจะเพิ่มขึ้นเพื่อหนีเงินเฟ้อที่นับวันมันจะเพิ่มขึ้น ใครคิดว่าเงินมันด้อยค่าลงทางเลือกในการฝากเงินน่าจะเป็นทางออกที่ดีทางหนึ่งสำหรับคนที่ไม่อยากเสี่ยง แม้มันจะไม่ได้ให้ผลตอบแทนมากมายอะไรนัก แต่ก็ทำให้เงินของเราไม่ด้อยค่าลงมากไปกว่านี้ ถ้าเป็นไปได้ผมอยากเห็นดอกเบี้ยเงินฝากแบบเมื่อก่อนที่ให้ออกเบี้ยปีล่ะ 10 % เมื่อครั้งที่ผมยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ แหม่…ถ้าผลตอบแทนดอกเบี้ยที่สูงขนาดนั้น ผมคงอดใจไม่อยู่ต้องรีบแบ่งเงินส่วนหนึ่งไปอยู่ในรูปของเงินฝากบ้างก็คงดีไม่น้อย

พูดถึงปัญหาเงินเฟ้อ สิ่งที่น่าจะชนะเงินเฟ้อได้ในระยะยาวนั้นก็คือหุ้นนั้นเอง มีผลวิจัยมากมายที่ออกมายืนยันอย่างนั้น แม้ว่าต้นทุนของบริษัทจากวัตถุดิบที่สูงขึ้น แต่อย่างไรก็สามารถผลักภาระให้แก่ผู้บริโภครับไปแทนได้ อย่างนี้ชาวบ้านตาดำๆอย่างเรา ก็ซวยเลย ค่าของเงินที่มีน้อยลงอยู่แล้วก็ยิ่งโดนกดลงไปอีก ผมคิดว่าน่าจะมีเม็ดเงินส่วนหนึ่งหนีเงินเฟ้อเข้ามาในตลาดหุ้นอีก แม้ปัจจุบันหุ้นจะทะลุ 1000 จุดแล้วก็ตาม ถึงว่า….เดี๋ยวนี้ทำไมต่างชาติจึงขนเงินเข้าตลาดหุ้นแถบเอเชียกันหมด คงจะเจอกับปัญหาเงินเฟ้อและเงินดอลลาร์ที่ด้อยค่าลงเรื่อยๆ เอเชียอย่างเราๆคงจะมีโอกาสเป็นเศรษฐีกับเขาบ้าง สมมุติว่าเราลองมองภาพรวมตลาดหุ้นบ้านเราแบบว่าดีสุดขีด มีโอกาสที่จะขึ้นไปเรื่อยๆ อาจจะเกิน 2000 จุดไปก็ได้ …หรือคิดแบบเลวร้ายที่สุด แบบว่าตลาดหุ้นไม่มีแล้วในเมืองไทย ประมาณว่าเกิดสงครามโลก 555+… ก็อาจจะต่ำสุดเหลือ 0 จุด ก็เจ๊งกันหมด (เศร้าใจ)

สุดท้ายคิดเอาเองครับว่าจะเลือกวิธีการรักษาค่าของเงินได้อย่างไร ก็ต้องแล้วแต่ตามความถนัดและความเหมาะสมของแต่ละบุคคล เพราะมันมีหลายวิธีเหลือเกิน อาจจะลงทุนในทองคำ ที่ดิน พันธบัตร ฯลฯ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของตัวเราเองที่วางเป้าหมายไว้ด้วยครับ

วันศุกร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2553

เล่นหุ้นอย่างไรให้รวยโคตรๆ


“ปกติการเล่นหุ้นเก็งกำไรถ้ามีกำไร 3ช่วงราคา ก็ต้อง Take Profit แล้ว บางคนใช้วิธีกำไรเกินค่าคอมมิชชั่น 2 ช่วงราคาก็ขาย หรือถ้าเข้าจังหวะผิดขาดทุน 1-2 ช่วงราคา ก็ต้อง Stop Loss”
บุญส่ง ปาลิไลยก์ คลุกคลีกับวงการหุ้นมานาน เขาเห็นลูกค้าที่รวยจากหุ้น และเจ๊งหุ้นมาแล้วนับไม่ถ้วน ทั้งจากประสบการณ์ที่ดูแลพอร์ตให้ลูกค้าระดับหลายสิบล้านบาททุกวัน และจากการพบปะพูดคุยกับนักเล่นหุ้นมาแล้วนับไม่ถ้วน จนกลั่นกรองมาเป็นบัญญัติ 10ประการในการลงทุนให้ประสบผลสำเร็จ


ข้อแรก “เก็งกำไรต้องยอมเก็งขาดทุนเมื่อเข้าจังหวะผิด”
เขาบอกว่า เห็นนักเล่นหุ้นเจ๊งมามากต่อมาก เพราะซื้อหุ้นเป็นแต่ขายหุ้นไม่เป็น สุดท้ายมีแต่หุ้นขาดทุนอยู่เต้มพอร์ต

“ถ้าเรารักจะเป็นนักเก็งกำไร เมื่อรู้ว่าเข้าจังหวะผิดต้องรีบทิ้งโดยเร็ว อย่ารอให้ขาดทุนน้อยกลายเป็นขาดทุนมาก จนกลายเป็นนักลงทุนจำเป็น”

ข้อสอง “อย่าเลี้ยงลูกเป็นฝูง”
ไม่ใช่เห็นใครแนะนำว่า หุ้นตัวนี้ดี ซื้อหมด สุภาษิตไทยบอกว่ามีลูกมากจะยากจน บุญส่งบอกว่า เลือกลงทุนในหุ้นที่น่าสนใจ 3-5 ตัวก็พอ มากกว่านี้รับรองคนเดียวดูแลไม่ไหว

“ที่ผมบอกว่าลงทุนหุ้น 3-5ตัว ผมหมายถึงควรเลือกหุ้นที่เล่นกึ่งลงทุนกึ่งเก็งกำไร ส่วนตัวที่จะเล่นเก็งกำไรประเภทซื้อเช้าขายบ่าย หรือซื้อวันนี้ขายพรุ่งนี้ควรเล่นทีละตัว หุ้นพวกนี้ต้องเล่นตามตลาด และต้องไว มันไปผูกับกฏข้อแรกที่ว่า ถ้าเข้าจังหวะผิด 2-3 ช่วงราคาคุณต้องโยนแล้ว อย่ารอให้ราคาร่วงลงมาถึง 5%แล้วค่อยขาย”

ข้อสาม “อย่าฝืนตลาด เริ่มเมาหมัดต้องหยุด”
ถ้ารู้ว่าตลาดช่วงไหนเล่นไม่ได้ อย่าเล่น ถ้าขาดทุนอย่าเอาชนะมัน เพราะตลาดหุ้นคุณเอาชนะมันไม่ได้ ข้อสำคัญคืออย่าไปฝืน ถ้ามองตลาดเป๋ไปเป๋มา แสดงว่าเราเริ่มเมาหมัด ต้องกลับมาสำรวจตัวเองว่า เรามองอะไรผิดพลาดไปหรือเปล่า?
ข้อสำคัญอีกอย่างคือ การทำตัวให้เข้าสถานการณ์ ถ้าตลาดเล่นไม่ได้ บรรยากาศไม่ดี วอลุ่มหาย ก็ต้องหยุด


ข้อสี่ “ต้องมีระเบียบวินัย”
บุญส่งบอกว่าที่มักพบกันบ่อยคือ นักเล่นหุ้นไม่ค่อยมีวินัยในตัวเอง สมมติว่าตั้งเป้าจะเล่นหุ้นแค่ 1ล้านบาท ก็ซื้อหุ้นเกินวงเงินไปอีก
เมื่อตั้งเป้าหมายว่ามีกำไร 20% จะขาย พอหุ้นขึ้นมาก็ไม่ขาย

“โดยรวมแล้ว หุ้นส่วนใหญ่จะเคลื่อนไหวระหว่าง “แนวรับ” กับ “แนวต้าน” พอขึ้นไปชนแนวต้านไม่ผ่านก็ลงมาที่แนวรับ จนกว่าแรงขายจะอ่อนแล้ว “ไซด์เวย์” ออกด้านข้าง..
อีกสัพักก็จะมีคนเข้ามาเล่นรอบใหม่”

บุญส่งย้ำว่า อย่ากลัวจะ “ตกรถ”
ผมหมายถึงว่า เวลาหุ้นขึ้นแรงๆ ใครที่กลัวซื้อไม่ทัน มักจะติดหุ้น ถ้าเราศึกษาข้อมูลก่อนจะเห็นว่า เอ๊ะ หุ้นตัวนี้มันขึ้นมาเยอะแล้วนะ รอให้ปรับตัวก่อนค่อยเข้า เพราะหุ้นมีให้คุณเล่นตลอดชีวิตไม่ต้องกลัว ถ้าตัวนี้ซื้อไม่ได้ เดี๋ยวก็มีตัวอื่นให้คุณซื้อ ขออย่างเดียวซื้อหุ้นต้องมีระเบียบวินัย”

ข้อห้า “ตามกลิ่นเม็ดเงิน”
สมมติว่า ช่วงนี้เขาเล่นกัน 3 กลุ่ม คือ กลุ่มแบงก์ ไฟแนนซ์ และ ที่ดิน ก็ให้เล่นตาม อย่าไปเข้ากลุ่มสื่อสาร หรือกลุ่มส่งออก หรือเรารู้แล้วว่าตอนนี้บาทแข็งส่งออกไม่ดี ก็อย่าฝืน
แต่หากมีหุ้นที่น่าสนใจในกลุ่มที่ไม่มีคนเล่น เราก็ซื้อลงทุน จะเล่นเก็งกำไรไม่ได้
“เล่นหุ้นเก็งกำไรต้องตามเม็ดเงินตลาด อย่างตอนนี้เขากำลังฮิตหุ้นที่ดินตัวเล็ก เราก็เล่นหุ้นที่ดินตัวเล็ก...
แต่หากเล่นแบบลงทุนไม่จำเป็นต้องตามใครให้ดูกิจการเป็นสำคัญ”
และเหนืออื่นใด บุญส่งบอกว่า เราต้องรู้ “อนาคต” ของกิจการนั้น

ข้อหก “ดูจังหวะซื้อขาย สังเกตปริมาณราคาย้อนหลัง”

ข้อนี้ถื่อเป็นหัวใจของการเล่นหุ้นเก็งกำไรเลย สมมติวันนี้เขาเล่น CGS เราก็ต้องดูว่าราคาที่เราเข้าไปเสียเปรียบคนอื่นมากมั้ย

“จากประสบการณ์ของผม ถ้าเล่นหุ้นเก็งกำไรให้ดูราคากับปริมาณหุ้นเป็นสำคัญ ดูว่าราคาหุ้นขึ้นไปมีวอลุ่มสนับสนุนหรือเปล่า ถ้าราคามาพร้อมกับวอลุ่ม เราเล่นตามน้ำได้....
แต่จุดหนึ่งก็คือ ก่อนเข้าไปทุกครั้งให้ดูการเคลื่อนไหวของหุ้น 2 สัปดาห์ย้อนหลังว่า “ต้นทุน” ของเราเสียเปรียบคนอื่นมากแค่ไหน....
ถ้าเล่นเก็งกำไรดูข้อมูลแค่ 2สัปดาห์ก็พอ หุ้นตัวไหนถ้าราคากำลังจะวิ่ง จะมี “เจ้ามือ” มาทยอยเก็บของก่อน 1-2 สัปดาห์ แล้วถึงมาไล่
อย่างวันแรกถ้าราคาไป โอเคเข้าได้ วันที่สองยังพอเล่นได้ แต่หากหุ้นขึ้นแรงวันที่สามเล่นไม่ได้แล้ว จากประสบการณ์ของผมวันที่ 3 ถ้าเข้าไปไล่โอกาส “ติดหุ้น” มีมากกว่าไม่ติด”
เวลาดูว่า “เจ้ามือ” เลิกเล่นหรือยังนั้น เขาบอกว่า “ดูง่ายมาก” ให้ดูปริมาณหุ้นหมุนเวียนในตลาด ถ้ายังไม่ลดลงแสดงว่าเขายังไม่เลิกเล่น แต่หากปริมาณหุ้นซื้อขายลดลง แต่ภาพรวมตลาดยังดูดีอยู่ อย่างนี้เล่นไม่ได้ อีกอย่างให้สังเกตจากปริมาณการ “ตั้งรับ”
ยกตัวอย่างเช่น หุ้น N มีคนมาตั้งรับที่ราคา 17-17.10 บาทแน่นมาก เวลาหุ้นตกมาถึงราคานี้จะมีคนเก็บหมด พอแรงขายเริ่มอ่อนหุ้นจะ “ตีขวา” วิ่งขึ้นไปเลย นี่แสดงว่ามี “เจ้ามือ” มาคอยรับอยู่
แต่หุ้นบางตัวก็ต้องระวัง เช่นหุ้นที่เจ้ามือ “ลากขึ้นไป” โดยไม่มีวอลุ่ม พอมีคนเริ่มมาแจมด้วยก็จะถูกทุบลงมาข้างล่าง

ข้อเจ็ด “รู้เขารู้เรา ศึกษาข้อมูลกิจการ”
ต้องรู้จักกิจการที่เราซื้อว่าเขาทำอะไร ตอนนี้ธุรกิจประเภทนี้เป็นขาขึ้น หรือขาลง กำไรในช่วง 1-2 ไตรมาสที่ผ่านมาเป็นอย่างไรนักวิเคราะห์เขาเชียร์ให้ซื้อไม่
ถ้าปีนี้เขาบอกว่ากำไรบริษัทนี้จะเพิ่มขึ้นมาก ก็ต้องตั้งคำถามว่า เอ๊ะ แล้วกำไรมันมาจากไหน ถ้ามาจากการปรับโครงสร้างหนี้ก็อย่าไปสน ถ้ามาจากธุรกิจ ก็มาดูว่าราคาตอนนี้มี P/E เรโชกี่เท่า แพงไปหรือยัง ปีนี้คาดว่าบริษัทจะจ่ายปันผลเท่าไหร่
“สมมติว่า ถ้านักวิเคราะห์บอกว่าปีนี้บริษัทจะมีกำไรต่อหุ้น 4บาท จ่ายปันผล 50% เท่ากับหุ้นละ 2บาท เราก็มาคิดว่าถ้าจ่ายเกิน 2เท่าของดอกเบี้ยเงินฝากเราก็พอใจ
สมมติว่าเราต้องการที่ 5% หุ้นตัวนี้ราคาก็ควรที่จะอยู่ที่ 40 บาท (เอา 2 บาท /หาร 5 / คูณ 100 ) แล้วก็มี P/E เรโชที่ 10 เท่า ( 40 บาท / หาร 4 บาท) เราก็เอาไปเทียบกับของกลุ่มว่า แพงไปมั้ย เริ่มมีคนสนใจเข้ามาเล่นบ้างหรือยัง ถ้าเจอหุ้นดีเราก็ถือลงทุน”

ข้อแปด “ศึกษาพฤติกรรมของหุ้น 2 -3 ตัวก็เพียงพอ”
เวลาจะเล่นเก็งกำไร บุญส่งบอกว่า อย่าเป็นพวกจับปลาหลายมือ ให้จับตาดูพฤติกรรมของหุ้น 2-3 ตัวก็พอ สิ่งที่เราต้องรู้คือ พฤติกรรมของหุ้นตัวนี้ที่ผ่านมา มีคนเข้าไปร่วมวงเก็งกำไรมากน้อยแค่ไหน ราคาวิ่งอยู่ในกรอบประมาณเท่าไร
หุ้นหลายตัวสังเกตง่าย ราคาจะวิ่งระหว่าง “แนวรับ” กับ “แนวต้าน แล้วก็ดูวอลุ่มประกอบ เวลาดูแนวโน้มตลาดก็ง่าย ให้ดูแนวรับ แนวต้าน ดูเป็นขั้นๆไป
เช่น 700 จุดผ่านได้มั้ย ผ่านไม่ได้ก็มาดู 695 ถ้าหลุดก็มาดู 685 ถ้ารับไม่อยู่อีกก็มาดูที่ 670 จุด
เวลาขึ้นก็ให้ดูเป็นขั้นๆไปเหมือนกัน
“ข้อมูลพวกนี้นักวิเคราะห์เค้าทำการบ้านให้เรา ถามมาร์เก๊ตติ้งก็ได้ ถ้ารับไม่อยู่ก็ต้องขาย ถ้าผ่านไปได้ก็เล่นต่อ”

ข้อเก้า “กำหนดกลยุทธก่อนลงทุน”
สมมติว่าคุณเจอหุ้นเก็งกำไร เห็นวอลุ่มเริ่มมาแล้ว ก่อนเข้าซื้อคุณก็ต้องกำหนดกลยุทธก่อน เช่น คุณต้องรู้วา “แนวรับ – แนวต้าน” ของหุ้นตัวนี้อยู่ตรงไหน เราจะได้รู้ว่าควรจะตั้งซื้อที่ราคาเท่าไร ซื้อกี่หุ้น ตั้งขายที่ราคาเท่าไร ขายกี่หุ้น

“สมมติว่า เราตั้งเป้าจะซื้อหุ้นตัวนี้ที่ราคา 5 บาท ถ้าหุ้นขึ้น 5.05 – 5.10 บาท โอเค สูงกว่าเป้านิดหน่อยเข้าได้ แต่ถ้าเปิดมากระโดดเป็น 5.50 บาท เราเข้าไปไล่ซื้อเลย วิธีนี้ผิด นั่นไม่เรียกว่ากำหนดกลยุทธ์
การกำหนดกลยุทธ์หมายความว่า ถ้าเมื่อวานปิดที่ 5บาท เราตั้งเป้าจะซื้อวันนี้ที่ 5 – 5.10 บาท แล้วขาย 5.50 บาท อย่างนี้เรียกว่ากำหนดกลยุทธ์ ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุด ให้เรากำหนดตามแนวโน้มตลาด”

ข้อสิบ “รู้จัก Stop Loss และ Take Profit”

คือ ปกติการเล่นหุ้นเก็งกำไรถ้ามีกำไร 3 ช่วงราคา ก็ต้อง Take Profit แล้ว บางคนใช้วิธีกำไรเกินค่าคอมมิชชั่น 2 ช่วงราคาก็ขาย หรือถ้าเข้าจังหวะผิดขาดทุน 1 – 2 ช่วงราคา ก็ต้อง Stop Loss
ถ้าเข้าจังหวะผิด แต่ไม่ยอมขาดทุน แสดงว่าคุณไม่มีระเบียบวินัย เว้นเสียแต่เล่นลงทุน ซื้อต้นทุนไม่แพง ถ้าเป็นอย่างนั้นหุ้นตกรอรับปันผลได้ ถือว่าไม่เป็นไร

“หุ้นเก็งกำไรส่วนใหญ่ที่เล่นๆกันไม่ว่าจะเป็น NWR หรือ KMC ส่วนใหญ่ยังขาดทุน ไม่มีปัญญาจ่ายปันผลให้คุณแน่นอน หุ้นอย่างนี้ถือลงทุนไม่ได้เลย ราคาขึ้นมา 3 – 4 ช่วงราคาก็ต้อง Take Profit
ถ้าขาดทุนก็ต้องรีบ Stop Loss ถ้าติดหุ้นแล้วจะมาบอกว่าเป็นนักลงทุนจำเป็นไม่ได้”
บัญญัติ 10 ประการในการลงทุนของ บุญส่ง ปาลิไลยก์ ถึงแม้จะเน้นถึงวิธีเล่นหุ้นเก็งกำไรเป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้าใครทำได้แม่นยำ ก็มีโอกาสกำไรมากกว่าขาดทุน
แต่เขาบอกอีกว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เห็นนักลงทุนหลากหลายประเภท คนที่เล่นหุ้นแล้วรวยจริงๆ ส่วนใหญ่จะเป็นพวกนักลงทุน ไม่ใช่นักเก็งกำไร
เพราะการเล่นหุ้นเก็งกำไรยิ่งถือนานยิ่งเสียเปรียบ เข้าจัวหวะผิดก็ต้องโยน เทียบแล้ว ไม่ได้ให้ผลตอบแทนคุ้มต่อความเสี่ยง
“ลองคิดดูง่ายๆ คุณซื้อขายหุ้นวันละ 2 – 3 รอบ ถามหน่อยเถอะ ว่าคณ หรือโบรกเกอร์รวย” เขาทิ้งท้าย


บัญญัติเล่นหุ้น 10 ประการ ของ บุญส่ง ปาลิไลยก์

1. เก็งกำไรต้องยอมเก็งขาดทุน เมื่อเข้าจังหวะผิด
2. อย่าเลี้ยงลูกเป็นฝูง
3. อย่าฝืนตลาด เริ่มเมาหมัดต้องหยุด
4. ต้องมีระเบียบวินัย
5. ตามกลิ่นเม็ดเงิน
6. ดูจังหวะซื้อขาย สังเกตปริมาณราคาย้อนหลัง
7. รู้เขารู้เรา ศึกษาข้อมูลกิจการ
8. ศึกษาพฤติกรรมของหุ้น2 – 3 ตัว ก็เพียงพอ
9. กำหนดกลยุทธก่อนการลงทุน
10. รู้จัก Stop Loss และ Take Profit

By loveseo ประสบการณ์สอนว่า....เล่นหุ้นอย่างไรถึงจะรวย

วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2553

หุ้นตก…จะทำอย่างไร?

chinese new year Graphics


หลายท่านเห็นหัวเรื่องแล้วอาจคิดว่า เขียนเรื่องอะไร ไม่เข้ากับบรรยากาศเลย!

จริงครับระยะนี้หุ้นขึ้นทุกวัน จะปรับลดลงบ้างก็เล็กน้อย ถือเป็นการขายทำกำไรเล็กๆน้อยๆ แต่ถ้ายังจำกันได้ถึงบรรยากาศตั้งแต่ต้นปีมาแล้ว คงปฏิเสธไม่ได้แน่ๆว่า มันอึดอัดรำคาญใจอย่างที่สุด..!

ว่าไปแล้วหุ้นขึ้นก็ต้องมีลง ลงแล้วมันก็ต้องขึ้น เป็นอย่างนี้เรื่อยมา จะมีก็แต่เพียงระยะเวลาที่ขึ้นและลงเท่านั้นที่ไม่แน่นอน

เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่คุยกันได้อย่างไม่เสียบรรยากาศอย่างแน่นอนครับ

สำหรับ Value Investor แล้ว การขึ้นลงของหุ้นถือเป็นเรื่องปกติครับ Value investor เชื่อว่า การขึ้นหรือลงของหุ้นในระยะยาวเกิดจาก ปัจจัยพื้นฐานเป็นสำคัญ และการขึ้นลงของหุ้นในระยะสั้นเกิดจาก “ความโลภ” และ “ความกลัว” ของนักลงทุน เมื่อความโลภเกิดขึ้นจากการที่ได้เห็นหุ้นขึ้นต่อเนื่องก็เข้าซื้อมากขึ้น ทำให้หุ้นยิ่งขึ้นจนในที่สุดก็เกิดความกลัวก็ขายออกทำกำไร

แต่หากกลัวมากถึงขั้นตกใจ อย่างที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “Panic” กันอย่างช่วงที่มีไข้หวัดนก หรือเหตุการณ์ 911 นักลงทุนก็จะรีบขายหุ้นออก เราก็จะเห็นหุ้นตกกันอย่างรุนแรงทีเดียว

Value Investor หลายท่านมักเห็นโอกาสตอนที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันมาก่อน จนทำให้เกิดอาการตกใจขายหุ้นออกมาเป็นโอกาสลงทุนชั้นดี ถือเป็นมหกรรมลดราคากันเลยก็ว่าได้ครับ

ผมขอยกตัวอย่างเพื่อนของผมท่านหนึ่ง ท่านนี้ถือหุ้นอยู่บริษัทหนึ่ง ถือมานานมาก เนื่องจากมั่นใจในพื้นฐาน พอเกิดเหตุการณ์ 911 ท่านชิงขายก่อนเลยครับ เหตุเพราะกลัวว่าหุ้นที่ถืออยู่จะตกไปกับเขาด้วย

ผลออกมา ก็คือ ท่านคาดการณ์ได้ถูกครับ มันตกลงมาจริงๆ คือตกมาประมาณ 3%เห็นจะได้ครับ แต่ที่มันตกลงมานั้น เป็นเพราะท่านกับนักลงทุนอีกไม่กี่คนขายออกมา เนื่องจากปริมาณการซื้อขายน้อยมาก และในวันต่อมาราคาก็ปรับตัวกลับมาที่เดิม และแถมปรับขึ้นไปอีกต่างหาก

แต่ท่านก็ยังไม่ได้ซื้อกลับ เพราะยังไม่แน่ใจสถานการณ์ พอท่านหันมาดูหุ้นนี้อีกที ราคาปรับขึ้นสูงกว่าที่ท่านขายออกไปพอสมควร ทีนี้เกิดอาการตกใจซื้อเลย และหุ้นบริษัทนี้ก็ปรับตัวขึ้นตลอดมา

อีกตัวอย่างหนึ่งครับ มีหุ้นอยู่บริษัทหนึ่งราคาได้ปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงเมื่อปี 2546 จนต้นปี 2547 จากนั้นตลาดหุ้นก็ตกเรื่อยมา พาเอาราคาหุ้นบริษัทนี้ลดลงมาด้วย เพื่อนผมท่านนี้เห็นว่า ราคาลงมามากแล้วเลยเข้าซื้อครับ ปรากฏว่า ซื้อได้ราคาถูกแล้วก็ยังมีถูกกว่าอีก ตอนนี้ก็ยังถูกเหมือนเดิม…

อย่างที่กล่าวไว้ครับว่า Value Investor เชื่อว่า หุ้นขึ้นลงในระยะยาวเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐานของกิจการนั้นๆเป็นสำคัญ ดังนั้น Value Investor มักจะไม่สนใจราคาหุ้นรายวันหรือในระยะสั้นๆ เป็นอันขาด

พวกเขาจะสนใจถึงการเปลี่ยนแปลงทางพื้นฐานที่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานของกิจการในระยะยาว เช่น ความสามารถในการแข่งขัน ความสามารถในการทำกำไร และการขยายตลาด ฯลฯ

Value Investor เชื่อในเรื่องมูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value) ของกิจการ ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยพื้นฐานของกิจการนั่นเอง

ถามว่า เคยซื้อหุ้นแล้วราคามันตกลงไปแบบน่าใจหายไหม?

สำหรับผมแล้ว เคยครับ!

ตกไปเกือบ 50% สิ่งที่ต้องทำก็คือ ต้องตรวจสอบพื้นฐานของกิจการใหม่แล้วครับว่า มีการเปลี่ยนแปลงอะไรที่กระทบมูลค่ากิจการขนาดนี้ หากไม่พบว่ามีอะไรกระทบเลย พื้นฐานคงเดิม นั่นคือโอกาสซื้อหุ้นเพิ่มในราคา “ส่วนลด” หากมีการเปลี่ยนแปลงปัจจัยพื้นฐานก็ต้อง “ขายทิ้ง”

ตัดสินใจพลาดต้องแก้ไขทันทีครับ

ท่านเชื่อไหมว่าในยามที่หุ้นตก ตลาดหุ้นซบเซา นักลงทุนหลายรายอยากขายหุ้นกันนั้น ยังมีหุ้นพื้นฐานดีๆ ราคาเหมาะสมให้เลือกลงทุนอย่างมากมาย บางท่านอยากให้หุ้นตกนานๆ เพราะรอเอาเงินปันผล หรือสะสมเงินมาซื้อหุ้นราคาถูกๆ เก็บไว้เพิ่มอีก และกลัวว่ามันลงและจะขึ้นมาก่อนจะได้ปันผลและสะสมเงินมาซื้อหุ้นเพิ่มได้ทัน

จะว่าไปแล้ว การเห็นหุ้นลงแล้วกระโดดโลดเต้นดีใจ มันก็คงแปลกอยู่สักหน่อย

แต่คุณๆเชื่อไหมครับว่า ในวิกฤตินั้นมักมีโอกาสอยู่เสมอ!

Value Way โดย คุณมนตรี นิพิฐวิทยา

วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2553

หุ้นวัฎจักร-อะไรเคยดีๆ ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะแย่ไม่ได้

chinese new year Graphics


อาทิตย์นี้ว่างๆ ฝนก็ตก ไปไหนลำบาก
ก็เลยไปหาหนังสือมาอ่านเล่นๆครับ ได้หนังสือของ ปีเตอร์ ลินช์ ที่แปลจาก beating the street มาอ่านฆ่าเวลา

ก่อนอื่นเลย ผมต้องบอกว่า ผมไม่มีความรู้ในทางการลงทุนเลยนะครับ

ในหนังสือมีหัวข้อหนึ่งเขียนว่า
"หุ้นวัฏจักร: อะไรที่แย่ เดี๋ยวมันก็ดี"

ทำให้ผมสนใจหุ้นกลุ่มนี้มาก
เพราะเห็นว่า ในตลาดหุ้นไทยมีก็เพียงกลุ่มนี้แหละ ที่น่าจะทำกำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วยจริงจัง ถ้าเข้าถูกจังหวะ

ส่วนใหญ่ หนังสือที่ผมอ่านทางการลงทุน ก็เป็นหนังสือแปล เป็นแนวคิดของคนอเมริกา ซึ่งตลาดบ้านเรา คนละเรื่องกับตลาดบ้านเขาเลย เช่น
บริษัทเราหาธรรมาภิบาลยาก ถ้าธรรมาภิบาลยังไม่ดี เราจะวิเคราะห์งบการเงินได้ถูกต้องอย่างไร
บริษัทบ้านเราไม่มีสินค้าที่เป็น product ที่สามารถทำให้เกิด brand royalty จนสามารถขยายสาขาไปได้มาก หรือมีศักยภาพทำกำไรเติบโตได้ต่อเนื่อง เหมือนที่อเมริกาที่สินค้าเขาขายได้ทั่วโลก
ฯลฯ

ทีนี้มาเรื่องที่ผมกำลังสนใจ แต่ไม่มีความรู้ครับ คือ หุ้นวัฏจักร ถ้าใครมีความรู้ ช่วยเข้ามาชี้ทางกระจ่างให้ผมก็จะขอบคุณมากครับ

หุ้นแบบนี้ สำหรับคนที่เข้าถูกจังหวะ จะรวยไม่รู้เรื่องเลย และมันมีอยู่ในตลาดหุ้นไทยด้วย ส่วนใหญ่เป็นสินค้า commodities ทั้งหลาย
เช่น โลหะพวก เหล็ก ทองแดง สังกะสี ทองคำ เดินเรือ น้ำมัน ปิโตรเคมี
ใครที่เคยซื้อ atc, psl, rcl, tta ตอนขาขึ้น คงได้กันหลายสิบเท่าไปเรียบร้อยแล้ว ในระยะเวลาไม่กี่ปี

แต่แน่นอน ถ้าเข้าผิดจังหวะ ก็เจ๊งแน่นอน

หุ้นกลุ่มนี้ เขาว่า p/e ต่ำๆ ให้ขาย p/e สูงๆ ให้ซื้อ
ตอนนี้ p/e ก็ลงมาต่ำเตี้ยเรี่ยดินแล้วทั้งนั้น ดังจะเห็นได้ว่า ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ tta อย่างกลุ่มไทเก้น ได้ขายไปเรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกับ บ้านปู ที่ทะยอยขาย atc

สำหรับนักลงทุนที่เข้าใจในกลุ่มวัฏจักร คงจะขายก่อนที่ราคามันจะลง อาจจะไม่ต้องขายที่จุดสูงสุด แต่ขายเมื่อเห็นว่า upside gain มันเหลือน้อยแล้ว ซึ่งเราไม่มีทางรู้ ยกเว้น เราจะเป็นผู้อยู่ในธุรกิจนั้นๆ และมีความแม่นในการวิเคราะห์ทิศทางของธุรกิจเสียเอง

ทีนี้ ถ้า p/e ดูไม่ได้ เราจะดูอะไรดี ว่า ธุรกิจมันเข้า cycle ขาลงแน่แล้ว

อันนี้ ผมอยากถามผู้รู้มากๆครับ

แต่ถ้าให้ผมเดาเอง ก็
๑ ดู p/bv เริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆหรือไม่
๒ ดูกำไรว่า ลดลงหรือไม่

ผมว่า ข้อสอง นี้สำคัญมาก ถ้าธุรกิจเริ่มแสดงว่า ทำกำไรได้น้อยลง นั่นอาจจะมี upside gain เหลือเพียงเล็กน้อยแล้ว หรืออาจจะเริ่มเข้า cycle ขาลงกันเลยก็ได้

ทีนี้ ถ้าเรามาดูการลงทุน ในตลาดหุ้นไทย ซึ่งหุ้นส่วนใหญ่ไม่ได้มีการเติบโต แบบที่เข้าสูตรหุ้นชั้นดี คือ มีกำไรทุกปี จ่ายปันผลเพิ่มขึ้นเกือบทุกปี ฯลฯ

เราจะลงทุนอย่างไร?

เรามองศักยภาพของธุรกิจไทยอยู่ที่ไหน หุ้นในกลุ่มไหน? ในเมื่อประชากรของเรา ไม่มี brand royalty ของสินค้าที่ผลิตในประเทศ ศักยภาพการส่งออกของเราสู้ต่างชาติไม่ได้ สินค้าของเราถูกกำหนดโดยภาพรวมของราคาสินค้าในตลาดโลก คือไม่สามารถมีอิทธิพลต่อการกำหนดราคาสินค้าได้เอง ฯลฯ

ยกเว้น หุ้นวัฎจักรที่ต้องเข้าขาขึ้นแล้ว ผมก็แทบหาไม่เจออีกเลย ที่จะมีหุ้นที่ทำกำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วยจากการเติบโตของตัวธุรกิจเอง
ส่วนใหญ่ เอาเข้าตลาดมาก็ตอนที่มัน peak แล้ว แถมยังปรับแต่งงบให้ดูดีก่อนเข้ามาอีก
ดังจะเห็น ipo หลายตัวทำวีรเวรเอาไว้

จุดแข็งของเราอยู่ที่ไหนกันนะ? หุ้นกลุ่มไหนที่เราน่าจะซื้อลงทุนกันดีนะ?

ใครรู้ช่วยตอบทีครับ
ผมจะได้เปลี่ยนเป็นนักลงทุน ที่เห็นหุ้นแดงๆแล้วดีใจ เห็นหุ้นเขียวๆ แล้วเซ็ง ได้เสียที

ถ้าให้ผมเดาเอง แบบคนไม่มีความรู้

ผมว่าน่าจะเป็นบริการ การอยู่ในทำเลที่ดี ภาพรวมของประเทศในทางการบริการและการท่องเที่ยวยังดูดี

ดังนั้น การลงทุนในตลาดหุ้นไทย น่าจะอยู่ที่
๑ รอลงทุนใน cycle ขาขึ้นของหุ้นวัฏจักร
๒ ลงทุนในหุ้นกลุ่มต่างๆ เพื่อรอ cycle ขาขึ้นรอบใหม่ของหุ้นวัฏจักร คือ
-กลุ่มบริการ เช่น โรงแรม โรงพยาบาล
-กลุ่มพํฒนาอสังหาฯ ชั้นดี ที่มีประวัติยาวนาน ยิ่งเน้นขายต่างชาติ ยิ่ง work
-กลุ่มที่กระจายความเสี่ยงได้ดี เพราะมีธุรกิจหลากหลาย คล้าย holding company
-กลุ่มโรงงานที่มีการบริหารจัดการที่ดี
-กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ที่มีศักยภาพ สามารถขยายงานไปในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง

ก็คงคิดได้เท่านี้ครับ เพราะความรู้ผมยังน้อยเหลือเกิน

ผู้รู้ช่วยเติมให้ก็จะขอบคุณมากครับ

จากคุณ : แมงเม่ามือใหม่

Link-Seed

  • Link-Seed - ผมได้รวบรวมลิงค์ "การเงิน-การลงทุน" ที่ผมสนใจมาแปะเอาไว้ในบล็อก Link-Seed เพื่อเป็นเครื่องมือในการหาข้อมูลข่าวสาร และนำมาพิจารณาการลงทุนอีกทีหนึ่ง เพื่อนๆ ...
Custom Search
 
Financeseed Copyright © 2009 Blogger Template Designed by Bie Blogger Template