วันศุกร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เงินเฟ้อ…เรื่องใกล้ๆตัว

chinese new year Graphics



ช่วงนี้มองไปทางไหนของก็แพงขึ้น อย่างในตอนกลางวันผมรับประทานข้าวผัดกระเพาไข่เจียว อาหารยอดนิยมของใครหลายๆคน ที่ร้านเจ้าประจำของผมที่ใช้บริการฝากท้องกับแกบ่อยๆ เมื่อก่อนราคาจานละ 30 บาท ตอนนี้แกขอ 35 บาทแล้ว แกบอกว่าหมูและไข่ช่วงนี้แพงมาก ผมเลยต้องควักเงินเพิ่มขึ้น แม้ว่าปริมาณอาหารที่รับประทานจะเท่าเดิม (นี้มันเงินเฟ้อนี้หว่า) ต่อไปนี้เราต้องรับเมื่อกับปัญหาเงินด้อยค่าลงแล้วจะทำอย่างไงดีล่ะ เมื่อมาคิดดูอีกทีต่อไปดอกเบี้ยเงินฝากน่าจะเพิ่มขึ้นเพื่อหนีเงินเฟ้อที่นับวันมันจะเพิ่มขึ้น ใครคิดว่าเงินมันด้อยค่าลงทางเลือกในการฝากเงินน่าจะเป็นทางออกที่ดีทางหนึ่งสำหรับคนที่ไม่อยากเสี่ยง แม้มันจะไม่ได้ให้ผลตอบแทนมากมายอะไรนัก แต่ก็ทำให้เงินของเราไม่ด้อยค่าลงมากไปกว่านี้ ถ้าเป็นไปได้ผมอยากเห็นดอกเบี้ยเงินฝากแบบเมื่อก่อนที่ให้ออกเบี้ยปีล่ะ 10 % เมื่อครั้งที่ผมยังเป็นเด็กตัวเล็กๆ แหม่…ถ้าผลตอบแทนดอกเบี้ยที่สูงขนาดนั้น ผมคงอดใจไม่อยู่ต้องรีบแบ่งเงินส่วนหนึ่งไปอยู่ในรูปของเงินฝากบ้างก็คงดีไม่น้อย

พูดถึงปัญหาเงินเฟ้อ สิ่งที่น่าจะชนะเงินเฟ้อได้ในระยะยาวนั้นก็คือหุ้นนั้นเอง มีผลวิจัยมากมายที่ออกมายืนยันอย่างนั้น แม้ว่าต้นทุนของบริษัทจากวัตถุดิบที่สูงขึ้น แต่อย่างไรก็สามารถผลักภาระให้แก่ผู้บริโภครับไปแทนได้ อย่างนี้ชาวบ้านตาดำๆอย่างเรา ก็ซวยเลย ค่าของเงินที่มีน้อยลงอยู่แล้วก็ยิ่งโดนกดลงไปอีก ผมคิดว่าน่าจะมีเม็ดเงินส่วนหนึ่งหนีเงินเฟ้อเข้ามาในตลาดหุ้นอีก แม้ปัจจุบันหุ้นจะทะลุ 1000 จุดแล้วก็ตาม ถึงว่า….เดี๋ยวนี้ทำไมต่างชาติจึงขนเงินเข้าตลาดหุ้นแถบเอเชียกันหมด คงจะเจอกับปัญหาเงินเฟ้อและเงินดอลลาร์ที่ด้อยค่าลงเรื่อยๆ เอเชียอย่างเราๆคงจะมีโอกาสเป็นเศรษฐีกับเขาบ้าง สมมุติว่าเราลองมองภาพรวมตลาดหุ้นบ้านเราแบบว่าดีสุดขีด มีโอกาสที่จะขึ้นไปเรื่อยๆ อาจจะเกิน 2000 จุดไปก็ได้ …หรือคิดแบบเลวร้ายที่สุด แบบว่าตลาดหุ้นไม่มีแล้วในเมืองไทย ประมาณว่าเกิดสงครามโลก 555+… ก็อาจจะต่ำสุดเหลือ 0 จุด ก็เจ๊งกันหมด (เศร้าใจ)

สุดท้ายคิดเอาเองครับว่าจะเลือกวิธีการรักษาค่าของเงินได้อย่างไร ก็ต้องแล้วแต่ตามความถนัดและความเหมาะสมของแต่ละบุคคล เพราะมันมีหลายวิธีเหลือเกิน อาจจะลงทุนในทองคำ ที่ดิน พันธบัตร ฯลฯ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของตัวเราเองที่วางเป้าหมายไว้ด้วยครับ

วันศุกร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2553

เล่นหุ้นอย่างไรให้รวยโคตรๆ


“ปกติการเล่นหุ้นเก็งกำไรถ้ามีกำไร 3ช่วงราคา ก็ต้อง Take Profit แล้ว บางคนใช้วิธีกำไรเกินค่าคอมมิชชั่น 2 ช่วงราคาก็ขาย หรือถ้าเข้าจังหวะผิดขาดทุน 1-2 ช่วงราคา ก็ต้อง Stop Loss”
บุญส่ง ปาลิไลยก์ คลุกคลีกับวงการหุ้นมานาน เขาเห็นลูกค้าที่รวยจากหุ้น และเจ๊งหุ้นมาแล้วนับไม่ถ้วน ทั้งจากประสบการณ์ที่ดูแลพอร์ตให้ลูกค้าระดับหลายสิบล้านบาททุกวัน และจากการพบปะพูดคุยกับนักเล่นหุ้นมาแล้วนับไม่ถ้วน จนกลั่นกรองมาเป็นบัญญัติ 10ประการในการลงทุนให้ประสบผลสำเร็จ


ข้อแรก “เก็งกำไรต้องยอมเก็งขาดทุนเมื่อเข้าจังหวะผิด”
เขาบอกว่า เห็นนักเล่นหุ้นเจ๊งมามากต่อมาก เพราะซื้อหุ้นเป็นแต่ขายหุ้นไม่เป็น สุดท้ายมีแต่หุ้นขาดทุนอยู่เต้มพอร์ต

“ถ้าเรารักจะเป็นนักเก็งกำไร เมื่อรู้ว่าเข้าจังหวะผิดต้องรีบทิ้งโดยเร็ว อย่ารอให้ขาดทุนน้อยกลายเป็นขาดทุนมาก จนกลายเป็นนักลงทุนจำเป็น”

ข้อสอง “อย่าเลี้ยงลูกเป็นฝูง”
ไม่ใช่เห็นใครแนะนำว่า หุ้นตัวนี้ดี ซื้อหมด สุภาษิตไทยบอกว่ามีลูกมากจะยากจน บุญส่งบอกว่า เลือกลงทุนในหุ้นที่น่าสนใจ 3-5 ตัวก็พอ มากกว่านี้รับรองคนเดียวดูแลไม่ไหว

“ที่ผมบอกว่าลงทุนหุ้น 3-5ตัว ผมหมายถึงควรเลือกหุ้นที่เล่นกึ่งลงทุนกึ่งเก็งกำไร ส่วนตัวที่จะเล่นเก็งกำไรประเภทซื้อเช้าขายบ่าย หรือซื้อวันนี้ขายพรุ่งนี้ควรเล่นทีละตัว หุ้นพวกนี้ต้องเล่นตามตลาด และต้องไว มันไปผูกับกฏข้อแรกที่ว่า ถ้าเข้าจังหวะผิด 2-3 ช่วงราคาคุณต้องโยนแล้ว อย่ารอให้ราคาร่วงลงมาถึง 5%แล้วค่อยขาย”

ข้อสาม “อย่าฝืนตลาด เริ่มเมาหมัดต้องหยุด”
ถ้ารู้ว่าตลาดช่วงไหนเล่นไม่ได้ อย่าเล่น ถ้าขาดทุนอย่าเอาชนะมัน เพราะตลาดหุ้นคุณเอาชนะมันไม่ได้ ข้อสำคัญคืออย่าไปฝืน ถ้ามองตลาดเป๋ไปเป๋มา แสดงว่าเราเริ่มเมาหมัด ต้องกลับมาสำรวจตัวเองว่า เรามองอะไรผิดพลาดไปหรือเปล่า?
ข้อสำคัญอีกอย่างคือ การทำตัวให้เข้าสถานการณ์ ถ้าตลาดเล่นไม่ได้ บรรยากาศไม่ดี วอลุ่มหาย ก็ต้องหยุด


ข้อสี่ “ต้องมีระเบียบวินัย”
บุญส่งบอกว่าที่มักพบกันบ่อยคือ นักเล่นหุ้นไม่ค่อยมีวินัยในตัวเอง สมมติว่าตั้งเป้าจะเล่นหุ้นแค่ 1ล้านบาท ก็ซื้อหุ้นเกินวงเงินไปอีก
เมื่อตั้งเป้าหมายว่ามีกำไร 20% จะขาย พอหุ้นขึ้นมาก็ไม่ขาย

“โดยรวมแล้ว หุ้นส่วนใหญ่จะเคลื่อนไหวระหว่าง “แนวรับ” กับ “แนวต้าน” พอขึ้นไปชนแนวต้านไม่ผ่านก็ลงมาที่แนวรับ จนกว่าแรงขายจะอ่อนแล้ว “ไซด์เวย์” ออกด้านข้าง..
อีกสัพักก็จะมีคนเข้ามาเล่นรอบใหม่”

บุญส่งย้ำว่า อย่ากลัวจะ “ตกรถ”
ผมหมายถึงว่า เวลาหุ้นขึ้นแรงๆ ใครที่กลัวซื้อไม่ทัน มักจะติดหุ้น ถ้าเราศึกษาข้อมูลก่อนจะเห็นว่า เอ๊ะ หุ้นตัวนี้มันขึ้นมาเยอะแล้วนะ รอให้ปรับตัวก่อนค่อยเข้า เพราะหุ้นมีให้คุณเล่นตลอดชีวิตไม่ต้องกลัว ถ้าตัวนี้ซื้อไม่ได้ เดี๋ยวก็มีตัวอื่นให้คุณซื้อ ขออย่างเดียวซื้อหุ้นต้องมีระเบียบวินัย”

ข้อห้า “ตามกลิ่นเม็ดเงิน”
สมมติว่า ช่วงนี้เขาเล่นกัน 3 กลุ่ม คือ กลุ่มแบงก์ ไฟแนนซ์ และ ที่ดิน ก็ให้เล่นตาม อย่าไปเข้ากลุ่มสื่อสาร หรือกลุ่มส่งออก หรือเรารู้แล้วว่าตอนนี้บาทแข็งส่งออกไม่ดี ก็อย่าฝืน
แต่หากมีหุ้นที่น่าสนใจในกลุ่มที่ไม่มีคนเล่น เราก็ซื้อลงทุน จะเล่นเก็งกำไรไม่ได้
“เล่นหุ้นเก็งกำไรต้องตามเม็ดเงินตลาด อย่างตอนนี้เขากำลังฮิตหุ้นที่ดินตัวเล็ก เราก็เล่นหุ้นที่ดินตัวเล็ก...
แต่หากเล่นแบบลงทุนไม่จำเป็นต้องตามใครให้ดูกิจการเป็นสำคัญ”
และเหนืออื่นใด บุญส่งบอกว่า เราต้องรู้ “อนาคต” ของกิจการนั้น

ข้อหก “ดูจังหวะซื้อขาย สังเกตปริมาณราคาย้อนหลัง”

ข้อนี้ถื่อเป็นหัวใจของการเล่นหุ้นเก็งกำไรเลย สมมติวันนี้เขาเล่น CGS เราก็ต้องดูว่าราคาที่เราเข้าไปเสียเปรียบคนอื่นมากมั้ย

“จากประสบการณ์ของผม ถ้าเล่นหุ้นเก็งกำไรให้ดูราคากับปริมาณหุ้นเป็นสำคัญ ดูว่าราคาหุ้นขึ้นไปมีวอลุ่มสนับสนุนหรือเปล่า ถ้าราคามาพร้อมกับวอลุ่ม เราเล่นตามน้ำได้....
แต่จุดหนึ่งก็คือ ก่อนเข้าไปทุกครั้งให้ดูการเคลื่อนไหวของหุ้น 2 สัปดาห์ย้อนหลังว่า “ต้นทุน” ของเราเสียเปรียบคนอื่นมากแค่ไหน....
ถ้าเล่นเก็งกำไรดูข้อมูลแค่ 2สัปดาห์ก็พอ หุ้นตัวไหนถ้าราคากำลังจะวิ่ง จะมี “เจ้ามือ” มาทยอยเก็บของก่อน 1-2 สัปดาห์ แล้วถึงมาไล่
อย่างวันแรกถ้าราคาไป โอเคเข้าได้ วันที่สองยังพอเล่นได้ แต่หากหุ้นขึ้นแรงวันที่สามเล่นไม่ได้แล้ว จากประสบการณ์ของผมวันที่ 3 ถ้าเข้าไปไล่โอกาส “ติดหุ้น” มีมากกว่าไม่ติด”
เวลาดูว่า “เจ้ามือ” เลิกเล่นหรือยังนั้น เขาบอกว่า “ดูง่ายมาก” ให้ดูปริมาณหุ้นหมุนเวียนในตลาด ถ้ายังไม่ลดลงแสดงว่าเขายังไม่เลิกเล่น แต่หากปริมาณหุ้นซื้อขายลดลง แต่ภาพรวมตลาดยังดูดีอยู่ อย่างนี้เล่นไม่ได้ อีกอย่างให้สังเกตจากปริมาณการ “ตั้งรับ”
ยกตัวอย่างเช่น หุ้น N มีคนมาตั้งรับที่ราคา 17-17.10 บาทแน่นมาก เวลาหุ้นตกมาถึงราคานี้จะมีคนเก็บหมด พอแรงขายเริ่มอ่อนหุ้นจะ “ตีขวา” วิ่งขึ้นไปเลย นี่แสดงว่ามี “เจ้ามือ” มาคอยรับอยู่
แต่หุ้นบางตัวก็ต้องระวัง เช่นหุ้นที่เจ้ามือ “ลากขึ้นไป” โดยไม่มีวอลุ่ม พอมีคนเริ่มมาแจมด้วยก็จะถูกทุบลงมาข้างล่าง

ข้อเจ็ด “รู้เขารู้เรา ศึกษาข้อมูลกิจการ”
ต้องรู้จักกิจการที่เราซื้อว่าเขาทำอะไร ตอนนี้ธุรกิจประเภทนี้เป็นขาขึ้น หรือขาลง กำไรในช่วง 1-2 ไตรมาสที่ผ่านมาเป็นอย่างไรนักวิเคราะห์เขาเชียร์ให้ซื้อไม่
ถ้าปีนี้เขาบอกว่ากำไรบริษัทนี้จะเพิ่มขึ้นมาก ก็ต้องตั้งคำถามว่า เอ๊ะ แล้วกำไรมันมาจากไหน ถ้ามาจากการปรับโครงสร้างหนี้ก็อย่าไปสน ถ้ามาจากธุรกิจ ก็มาดูว่าราคาตอนนี้มี P/E เรโชกี่เท่า แพงไปหรือยัง ปีนี้คาดว่าบริษัทจะจ่ายปันผลเท่าไหร่
“สมมติว่า ถ้านักวิเคราะห์บอกว่าปีนี้บริษัทจะมีกำไรต่อหุ้น 4บาท จ่ายปันผล 50% เท่ากับหุ้นละ 2บาท เราก็มาคิดว่าถ้าจ่ายเกิน 2เท่าของดอกเบี้ยเงินฝากเราก็พอใจ
สมมติว่าเราต้องการที่ 5% หุ้นตัวนี้ราคาก็ควรที่จะอยู่ที่ 40 บาท (เอา 2 บาท /หาร 5 / คูณ 100 ) แล้วก็มี P/E เรโชที่ 10 เท่า ( 40 บาท / หาร 4 บาท) เราก็เอาไปเทียบกับของกลุ่มว่า แพงไปมั้ย เริ่มมีคนสนใจเข้ามาเล่นบ้างหรือยัง ถ้าเจอหุ้นดีเราก็ถือลงทุน”

ข้อแปด “ศึกษาพฤติกรรมของหุ้น 2 -3 ตัวก็เพียงพอ”
เวลาจะเล่นเก็งกำไร บุญส่งบอกว่า อย่าเป็นพวกจับปลาหลายมือ ให้จับตาดูพฤติกรรมของหุ้น 2-3 ตัวก็พอ สิ่งที่เราต้องรู้คือ พฤติกรรมของหุ้นตัวนี้ที่ผ่านมา มีคนเข้าไปร่วมวงเก็งกำไรมากน้อยแค่ไหน ราคาวิ่งอยู่ในกรอบประมาณเท่าไร
หุ้นหลายตัวสังเกตง่าย ราคาจะวิ่งระหว่าง “แนวรับ” กับ “แนวต้าน แล้วก็ดูวอลุ่มประกอบ เวลาดูแนวโน้มตลาดก็ง่าย ให้ดูแนวรับ แนวต้าน ดูเป็นขั้นๆไป
เช่น 700 จุดผ่านได้มั้ย ผ่านไม่ได้ก็มาดู 695 ถ้าหลุดก็มาดู 685 ถ้ารับไม่อยู่อีกก็มาดูที่ 670 จุด
เวลาขึ้นก็ให้ดูเป็นขั้นๆไปเหมือนกัน
“ข้อมูลพวกนี้นักวิเคราะห์เค้าทำการบ้านให้เรา ถามมาร์เก๊ตติ้งก็ได้ ถ้ารับไม่อยู่ก็ต้องขาย ถ้าผ่านไปได้ก็เล่นต่อ”

ข้อเก้า “กำหนดกลยุทธก่อนลงทุน”
สมมติว่าคุณเจอหุ้นเก็งกำไร เห็นวอลุ่มเริ่มมาแล้ว ก่อนเข้าซื้อคุณก็ต้องกำหนดกลยุทธก่อน เช่น คุณต้องรู้วา “แนวรับ – แนวต้าน” ของหุ้นตัวนี้อยู่ตรงไหน เราจะได้รู้ว่าควรจะตั้งซื้อที่ราคาเท่าไร ซื้อกี่หุ้น ตั้งขายที่ราคาเท่าไร ขายกี่หุ้น

“สมมติว่า เราตั้งเป้าจะซื้อหุ้นตัวนี้ที่ราคา 5 บาท ถ้าหุ้นขึ้น 5.05 – 5.10 บาท โอเค สูงกว่าเป้านิดหน่อยเข้าได้ แต่ถ้าเปิดมากระโดดเป็น 5.50 บาท เราเข้าไปไล่ซื้อเลย วิธีนี้ผิด นั่นไม่เรียกว่ากำหนดกลยุทธ์
การกำหนดกลยุทธ์หมายความว่า ถ้าเมื่อวานปิดที่ 5บาท เราตั้งเป้าจะซื้อวันนี้ที่ 5 – 5.10 บาท แล้วขาย 5.50 บาท อย่างนี้เรียกว่ากำหนดกลยุทธ์ ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุด ให้เรากำหนดตามแนวโน้มตลาด”

ข้อสิบ “รู้จัก Stop Loss และ Take Profit”

คือ ปกติการเล่นหุ้นเก็งกำไรถ้ามีกำไร 3 ช่วงราคา ก็ต้อง Take Profit แล้ว บางคนใช้วิธีกำไรเกินค่าคอมมิชชั่น 2 ช่วงราคาก็ขาย หรือถ้าเข้าจังหวะผิดขาดทุน 1 – 2 ช่วงราคา ก็ต้อง Stop Loss
ถ้าเข้าจังหวะผิด แต่ไม่ยอมขาดทุน แสดงว่าคุณไม่มีระเบียบวินัย เว้นเสียแต่เล่นลงทุน ซื้อต้นทุนไม่แพง ถ้าเป็นอย่างนั้นหุ้นตกรอรับปันผลได้ ถือว่าไม่เป็นไร

“หุ้นเก็งกำไรส่วนใหญ่ที่เล่นๆกันไม่ว่าจะเป็น NWR หรือ KMC ส่วนใหญ่ยังขาดทุน ไม่มีปัญญาจ่ายปันผลให้คุณแน่นอน หุ้นอย่างนี้ถือลงทุนไม่ได้เลย ราคาขึ้นมา 3 – 4 ช่วงราคาก็ต้อง Take Profit
ถ้าขาดทุนก็ต้องรีบ Stop Loss ถ้าติดหุ้นแล้วจะมาบอกว่าเป็นนักลงทุนจำเป็นไม่ได้”
บัญญัติ 10 ประการในการลงทุนของ บุญส่ง ปาลิไลยก์ ถึงแม้จะเน้นถึงวิธีเล่นหุ้นเก็งกำไรเป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้าใครทำได้แม่นยำ ก็มีโอกาสกำไรมากกว่าขาดทุน
แต่เขาบอกอีกว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เห็นนักลงทุนหลากหลายประเภท คนที่เล่นหุ้นแล้วรวยจริงๆ ส่วนใหญ่จะเป็นพวกนักลงทุน ไม่ใช่นักเก็งกำไร
เพราะการเล่นหุ้นเก็งกำไรยิ่งถือนานยิ่งเสียเปรียบ เข้าจัวหวะผิดก็ต้องโยน เทียบแล้ว ไม่ได้ให้ผลตอบแทนคุ้มต่อความเสี่ยง
“ลองคิดดูง่ายๆ คุณซื้อขายหุ้นวันละ 2 – 3 รอบ ถามหน่อยเถอะ ว่าคณ หรือโบรกเกอร์รวย” เขาทิ้งท้าย


บัญญัติเล่นหุ้น 10 ประการ ของ บุญส่ง ปาลิไลยก์

1. เก็งกำไรต้องยอมเก็งขาดทุน เมื่อเข้าจังหวะผิด
2. อย่าเลี้ยงลูกเป็นฝูง
3. อย่าฝืนตลาด เริ่มเมาหมัดต้องหยุด
4. ต้องมีระเบียบวินัย
5. ตามกลิ่นเม็ดเงิน
6. ดูจังหวะซื้อขาย สังเกตปริมาณราคาย้อนหลัง
7. รู้เขารู้เรา ศึกษาข้อมูลกิจการ
8. ศึกษาพฤติกรรมของหุ้น2 – 3 ตัว ก็เพียงพอ
9. กำหนดกลยุทธก่อนการลงทุน
10. รู้จัก Stop Loss และ Take Profit

By loveseo ประสบการณ์สอนว่า....เล่นหุ้นอย่างไรถึงจะรวย

วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2553

หุ้นตก…จะทำอย่างไร?

chinese new year Graphics


หลายท่านเห็นหัวเรื่องแล้วอาจคิดว่า เขียนเรื่องอะไร ไม่เข้ากับบรรยากาศเลย!

จริงครับระยะนี้หุ้นขึ้นทุกวัน จะปรับลดลงบ้างก็เล็กน้อย ถือเป็นการขายทำกำไรเล็กๆน้อยๆ แต่ถ้ายังจำกันได้ถึงบรรยากาศตั้งแต่ต้นปีมาแล้ว คงปฏิเสธไม่ได้แน่ๆว่า มันอึดอัดรำคาญใจอย่างที่สุด..!

ว่าไปแล้วหุ้นขึ้นก็ต้องมีลง ลงแล้วมันก็ต้องขึ้น เป็นอย่างนี้เรื่อยมา จะมีก็แต่เพียงระยะเวลาที่ขึ้นและลงเท่านั้นที่ไม่แน่นอน

เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่คุยกันได้อย่างไม่เสียบรรยากาศอย่างแน่นอนครับ

สำหรับ Value Investor แล้ว การขึ้นลงของหุ้นถือเป็นเรื่องปกติครับ Value investor เชื่อว่า การขึ้นหรือลงของหุ้นในระยะยาวเกิดจาก ปัจจัยพื้นฐานเป็นสำคัญ และการขึ้นลงของหุ้นในระยะสั้นเกิดจาก “ความโลภ” และ “ความกลัว” ของนักลงทุน เมื่อความโลภเกิดขึ้นจากการที่ได้เห็นหุ้นขึ้นต่อเนื่องก็เข้าซื้อมากขึ้น ทำให้หุ้นยิ่งขึ้นจนในที่สุดก็เกิดความกลัวก็ขายออกทำกำไร

แต่หากกลัวมากถึงขั้นตกใจ อย่างที่นักวิเคราะห์เรียกว่า “Panic” กันอย่างช่วงที่มีไข้หวัดนก หรือเหตุการณ์ 911 นักลงทุนก็จะรีบขายหุ้นออก เราก็จะเห็นหุ้นตกกันอย่างรุนแรงทีเดียว

Value Investor หลายท่านมักเห็นโอกาสตอนที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันมาก่อน จนทำให้เกิดอาการตกใจขายหุ้นออกมาเป็นโอกาสลงทุนชั้นดี ถือเป็นมหกรรมลดราคากันเลยก็ว่าได้ครับ

ผมขอยกตัวอย่างเพื่อนของผมท่านหนึ่ง ท่านนี้ถือหุ้นอยู่บริษัทหนึ่ง ถือมานานมาก เนื่องจากมั่นใจในพื้นฐาน พอเกิดเหตุการณ์ 911 ท่านชิงขายก่อนเลยครับ เหตุเพราะกลัวว่าหุ้นที่ถืออยู่จะตกไปกับเขาด้วย

ผลออกมา ก็คือ ท่านคาดการณ์ได้ถูกครับ มันตกลงมาจริงๆ คือตกมาประมาณ 3%เห็นจะได้ครับ แต่ที่มันตกลงมานั้น เป็นเพราะท่านกับนักลงทุนอีกไม่กี่คนขายออกมา เนื่องจากปริมาณการซื้อขายน้อยมาก และในวันต่อมาราคาก็ปรับตัวกลับมาที่เดิม และแถมปรับขึ้นไปอีกต่างหาก

แต่ท่านก็ยังไม่ได้ซื้อกลับ เพราะยังไม่แน่ใจสถานการณ์ พอท่านหันมาดูหุ้นนี้อีกที ราคาปรับขึ้นสูงกว่าที่ท่านขายออกไปพอสมควร ทีนี้เกิดอาการตกใจซื้อเลย และหุ้นบริษัทนี้ก็ปรับตัวขึ้นตลอดมา

อีกตัวอย่างหนึ่งครับ มีหุ้นอยู่บริษัทหนึ่งราคาได้ปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงเมื่อปี 2546 จนต้นปี 2547 จากนั้นตลาดหุ้นก็ตกเรื่อยมา พาเอาราคาหุ้นบริษัทนี้ลดลงมาด้วย เพื่อนผมท่านนี้เห็นว่า ราคาลงมามากแล้วเลยเข้าซื้อครับ ปรากฏว่า ซื้อได้ราคาถูกแล้วก็ยังมีถูกกว่าอีก ตอนนี้ก็ยังถูกเหมือนเดิม…

อย่างที่กล่าวไว้ครับว่า Value Investor เชื่อว่า หุ้นขึ้นลงในระยะยาวเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐานของกิจการนั้นๆเป็นสำคัญ ดังนั้น Value Investor มักจะไม่สนใจราคาหุ้นรายวันหรือในระยะสั้นๆ เป็นอันขาด

พวกเขาจะสนใจถึงการเปลี่ยนแปลงทางพื้นฐานที่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานของกิจการในระยะยาว เช่น ความสามารถในการแข่งขัน ความสามารถในการทำกำไร และการขยายตลาด ฯลฯ

Value Investor เชื่อในเรื่องมูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic Value) ของกิจการ ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยพื้นฐานของกิจการนั่นเอง

ถามว่า เคยซื้อหุ้นแล้วราคามันตกลงไปแบบน่าใจหายไหม?

สำหรับผมแล้ว เคยครับ!

ตกไปเกือบ 50% สิ่งที่ต้องทำก็คือ ต้องตรวจสอบพื้นฐานของกิจการใหม่แล้วครับว่า มีการเปลี่ยนแปลงอะไรที่กระทบมูลค่ากิจการขนาดนี้ หากไม่พบว่ามีอะไรกระทบเลย พื้นฐานคงเดิม นั่นคือโอกาสซื้อหุ้นเพิ่มในราคา “ส่วนลด” หากมีการเปลี่ยนแปลงปัจจัยพื้นฐานก็ต้อง “ขายทิ้ง”

ตัดสินใจพลาดต้องแก้ไขทันทีครับ

ท่านเชื่อไหมว่าในยามที่หุ้นตก ตลาดหุ้นซบเซา นักลงทุนหลายรายอยากขายหุ้นกันนั้น ยังมีหุ้นพื้นฐานดีๆ ราคาเหมาะสมให้เลือกลงทุนอย่างมากมาย บางท่านอยากให้หุ้นตกนานๆ เพราะรอเอาเงินปันผล หรือสะสมเงินมาซื้อหุ้นราคาถูกๆ เก็บไว้เพิ่มอีก และกลัวว่ามันลงและจะขึ้นมาก่อนจะได้ปันผลและสะสมเงินมาซื้อหุ้นเพิ่มได้ทัน

จะว่าไปแล้ว การเห็นหุ้นลงแล้วกระโดดโลดเต้นดีใจ มันก็คงแปลกอยู่สักหน่อย

แต่คุณๆเชื่อไหมครับว่า ในวิกฤตินั้นมักมีโอกาสอยู่เสมอ!

Value Way โดย คุณมนตรี นิพิฐวิทยา

วันอาทิตย์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2553

หุ้นวัฎจักร-อะไรเคยดีๆ ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะแย่ไม่ได้

chinese new year Graphics


อาทิตย์นี้ว่างๆ ฝนก็ตก ไปไหนลำบาก
ก็เลยไปหาหนังสือมาอ่านเล่นๆครับ ได้หนังสือของ ปีเตอร์ ลินช์ ที่แปลจาก beating the street มาอ่านฆ่าเวลา

ก่อนอื่นเลย ผมต้องบอกว่า ผมไม่มีความรู้ในทางการลงทุนเลยนะครับ

ในหนังสือมีหัวข้อหนึ่งเขียนว่า
"หุ้นวัฏจักร: อะไรที่แย่ เดี๋ยวมันก็ดี"

ทำให้ผมสนใจหุ้นกลุ่มนี้มาก
เพราะเห็นว่า ในตลาดหุ้นไทยมีก็เพียงกลุ่มนี้แหละ ที่น่าจะทำกำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วยจริงจัง ถ้าเข้าถูกจังหวะ

ส่วนใหญ่ หนังสือที่ผมอ่านทางการลงทุน ก็เป็นหนังสือแปล เป็นแนวคิดของคนอเมริกา ซึ่งตลาดบ้านเรา คนละเรื่องกับตลาดบ้านเขาเลย เช่น
บริษัทเราหาธรรมาภิบาลยาก ถ้าธรรมาภิบาลยังไม่ดี เราจะวิเคราะห์งบการเงินได้ถูกต้องอย่างไร
บริษัทบ้านเราไม่มีสินค้าที่เป็น product ที่สามารถทำให้เกิด brand royalty จนสามารถขยายสาขาไปได้มาก หรือมีศักยภาพทำกำไรเติบโตได้ต่อเนื่อง เหมือนที่อเมริกาที่สินค้าเขาขายได้ทั่วโลก
ฯลฯ

ทีนี้มาเรื่องที่ผมกำลังสนใจ แต่ไม่มีความรู้ครับ คือ หุ้นวัฏจักร ถ้าใครมีความรู้ ช่วยเข้ามาชี้ทางกระจ่างให้ผมก็จะขอบคุณมากครับ

หุ้นแบบนี้ สำหรับคนที่เข้าถูกจังหวะ จะรวยไม่รู้เรื่องเลย และมันมีอยู่ในตลาดหุ้นไทยด้วย ส่วนใหญ่เป็นสินค้า commodities ทั้งหลาย
เช่น โลหะพวก เหล็ก ทองแดง สังกะสี ทองคำ เดินเรือ น้ำมัน ปิโตรเคมี
ใครที่เคยซื้อ atc, psl, rcl, tta ตอนขาขึ้น คงได้กันหลายสิบเท่าไปเรียบร้อยแล้ว ในระยะเวลาไม่กี่ปี

แต่แน่นอน ถ้าเข้าผิดจังหวะ ก็เจ๊งแน่นอน

หุ้นกลุ่มนี้ เขาว่า p/e ต่ำๆ ให้ขาย p/e สูงๆ ให้ซื้อ
ตอนนี้ p/e ก็ลงมาต่ำเตี้ยเรี่ยดินแล้วทั้งนั้น ดังจะเห็นได้ว่า ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ tta อย่างกลุ่มไทเก้น ได้ขายไปเรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกับ บ้านปู ที่ทะยอยขาย atc

สำหรับนักลงทุนที่เข้าใจในกลุ่มวัฏจักร คงจะขายก่อนที่ราคามันจะลง อาจจะไม่ต้องขายที่จุดสูงสุด แต่ขายเมื่อเห็นว่า upside gain มันเหลือน้อยแล้ว ซึ่งเราไม่มีทางรู้ ยกเว้น เราจะเป็นผู้อยู่ในธุรกิจนั้นๆ และมีความแม่นในการวิเคราะห์ทิศทางของธุรกิจเสียเอง

ทีนี้ ถ้า p/e ดูไม่ได้ เราจะดูอะไรดี ว่า ธุรกิจมันเข้า cycle ขาลงแน่แล้ว

อันนี้ ผมอยากถามผู้รู้มากๆครับ

แต่ถ้าให้ผมเดาเอง ก็
๑ ดู p/bv เริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆหรือไม่
๒ ดูกำไรว่า ลดลงหรือไม่

ผมว่า ข้อสอง นี้สำคัญมาก ถ้าธุรกิจเริ่มแสดงว่า ทำกำไรได้น้อยลง นั่นอาจจะมี upside gain เหลือเพียงเล็กน้อยแล้ว หรืออาจจะเริ่มเข้า cycle ขาลงกันเลยก็ได้

ทีนี้ ถ้าเรามาดูการลงทุน ในตลาดหุ้นไทย ซึ่งหุ้นส่วนใหญ่ไม่ได้มีการเติบโต แบบที่เข้าสูตรหุ้นชั้นดี คือ มีกำไรทุกปี จ่ายปันผลเพิ่มขึ้นเกือบทุกปี ฯลฯ

เราจะลงทุนอย่างไร?

เรามองศักยภาพของธุรกิจไทยอยู่ที่ไหน หุ้นในกลุ่มไหน? ในเมื่อประชากรของเรา ไม่มี brand royalty ของสินค้าที่ผลิตในประเทศ ศักยภาพการส่งออกของเราสู้ต่างชาติไม่ได้ สินค้าของเราถูกกำหนดโดยภาพรวมของราคาสินค้าในตลาดโลก คือไม่สามารถมีอิทธิพลต่อการกำหนดราคาสินค้าได้เอง ฯลฯ

ยกเว้น หุ้นวัฎจักรที่ต้องเข้าขาขึ้นแล้ว ผมก็แทบหาไม่เจออีกเลย ที่จะมีหุ้นที่ทำกำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วยจากการเติบโตของตัวธุรกิจเอง
ส่วนใหญ่ เอาเข้าตลาดมาก็ตอนที่มัน peak แล้ว แถมยังปรับแต่งงบให้ดูดีก่อนเข้ามาอีก
ดังจะเห็น ipo หลายตัวทำวีรเวรเอาไว้

จุดแข็งของเราอยู่ที่ไหนกันนะ? หุ้นกลุ่มไหนที่เราน่าจะซื้อลงทุนกันดีนะ?

ใครรู้ช่วยตอบทีครับ
ผมจะได้เปลี่ยนเป็นนักลงทุน ที่เห็นหุ้นแดงๆแล้วดีใจ เห็นหุ้นเขียวๆ แล้วเซ็ง ได้เสียที

ถ้าให้ผมเดาเอง แบบคนไม่มีความรู้

ผมว่าน่าจะเป็นบริการ การอยู่ในทำเลที่ดี ภาพรวมของประเทศในทางการบริการและการท่องเที่ยวยังดูดี

ดังนั้น การลงทุนในตลาดหุ้นไทย น่าจะอยู่ที่
๑ รอลงทุนใน cycle ขาขึ้นของหุ้นวัฏจักร
๒ ลงทุนในหุ้นกลุ่มต่างๆ เพื่อรอ cycle ขาขึ้นรอบใหม่ของหุ้นวัฏจักร คือ
-กลุ่มบริการ เช่น โรงแรม โรงพยาบาล
-กลุ่มพํฒนาอสังหาฯ ชั้นดี ที่มีประวัติยาวนาน ยิ่งเน้นขายต่างชาติ ยิ่ง work
-กลุ่มที่กระจายความเสี่ยงได้ดี เพราะมีธุรกิจหลากหลาย คล้าย holding company
-กลุ่มโรงงานที่มีการบริหารจัดการที่ดี
-กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ที่มีศักยภาพ สามารถขยายงานไปในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง

ก็คงคิดได้เท่านี้ครับ เพราะความรู้ผมยังน้อยเหลือเกิน

ผู้รู้ช่วยเติมให้ก็จะขอบคุณมากครับ

จากคุณ : แมงเม่ามือใหม่

รู้จักตนเองก่อนเริ่มลงทุน

chinese new year Graphics


การตัดสินใจในการลงทุนของคุณที่ผ่านมาอาจไม่ใช่เรื่องยาก เพราะคุณอาจลงทุนตามวิถีทางเดิม ที่เป็นที่คุ้นเคยกันอย่างดี เช่น การฝากเงิน หรือ อาจเคยลงทุนกับหน่วยลงทุนตามคำชี้ชวนของบุคคลอื่น โดยไม่ได้ศึกษาข้อมูลการลงทุนที่แท้จริง เนื่องมาจากผู้ขายอาจไม่ได้อธิบายมากนักและทำให้คุณเข้าใจว่า การลงทุนในกองทุนที่เสนอขายไม่มีความเสี่ยงใดๆ ความไม่เข้าใจของคุณในฐานะผู้ลงทุนและของผู้ขาย เองในบางกรณี อาจทำให้คุณลงทุนในสิ่งที่ไม่เหมาะกับวัตถุประสงค์ ระยะเวลาในการลงทุน และ ระดับ ความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้

แต่การลงทุนอาจเป็นเรื่องง่ายมากหากคุณมีโอกาสทำความเข้าใจในตัวคุณเองและสิ่งที่คุณต้องการ จะลงทุน โดยก่อนการลงทุนในแต่ละครั้งคุณควรถามตัวเองว่าคุณมีความเข้าใจในตราสารหรือหลักทรัพย์ ประเภทที่คุณสนใจลงทุนมากน้อยเพียงใด หลักทรัพย์นั้นๆให้ผลตอบแทนอย่างไร ในรูปแบบไหน มี ความเสี่ยงมากน้อยเพียงไร และคุณคิดว่าเหมาะสมกับคุณหรือไม่ หากยังไม่ทราบหรือยังไม่แน่ใจ คุณควรศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนประเภทนั้นๆ ก่อน

ในกรณีที่คุณสนใจลงทุนกับกองทุนรวม คุณควรอ่านหนังสือชี้ชวนก่อนการตัดสินใจ เพื่อทราบข้อมูล ของกองทุนว่า วัตถุประสงค์ของกองทุนคืออะไร มีนโยบายการลงทุนอย่างไร ผู้จัดการกองทุนนำเงินของ คุณไปลงทุนอะไรบ้าง ได้รับผลตอบแทนในลักษณะไหน วัตถุประสงค์ของกองทุนตรงกับวัตถุประสงค์ ของคุณหรือไม่ เป็นต้น


รู้จักตัวเอง
การกำหนดวัตถุประสงค์
การกำหนดวัตถุประสงค์ในการลงทุน เป็นการช่วยให้คุณรู้จักตัวเองก่อนการตัดสินใจลงทุนว่า คุณมีความ ต้องการในการลงทุนอย่างไร ต้องการนำผลตอบแทนไปใช้จ่ายเพื่ออะไร หรือ เมื่อไร ซึ่งเมื่อทราบแล้ว จะ สามารถช่วยคุณกำหนดแนวทาง ว่าการลงทุนรูปแบบไหนเหมาะสมกับคุณที่สุด

เข้าใจตัวของคุณเอง
ก่อนอื่น คุณควรทราบวัตถุประสงค์การลงทุนระยะยาวของตนเองว่าเป็นการลงทุนเพื่ออะไรเช่น เพื่อเป็นทุนการศึกษา ของลูกหรือเพื่อเป็นเงินใช้จ่ายเมื่อเกษียณ

คุณรับความเสี่ยงในการลงทุนได้มากน้อยแค่ไหน

คุณต้องการใช้เงินจำนวนเท่าไรในอนาคต และ จำนวนที่ต้องการนำมาลงทุน

ระยะเวลาของการลงทุน

สิ่งสำคัญที่สุด คือ คุณควรเลือกการลงทุนที่เหมาะกับตัวคุณเอง เช่น หากคุณไม่สามารถรับความเสี่ยง จากการสูญเสียเงินต้น คุณควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้น หรือ กำหนดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นให้เป็น ส่วนน้อยหรือเพียงบางส่วนของเงินลง ทุนทั้งหมด เป็นต้น
คุณเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่าง การออมกับการลงทุน หรือยัง การออม คือการเก็บสะสมเงินทีละเล็กทีละน้อยให้พอกพูนขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายประจำ หรือ ไว้ใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน ซึ่งการออมส่วนใหญ่มักจะอยู่ในรูปของเงินฝากธนาคาร (ที่รัฐบาลค้ำประกัน) และ มักได้รับผลตอบแทนน้อย (ในบางช่วงเวลาอาจให้ผลตอบแทนต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ) การลงทุน คือการนำเงินไปสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าการออม โดยการนำเงินออมบางส่วนมาลงทุน เช่น ลงทุนในพันธบัตรหรือ หลักทรัพย์ต่างๆ เพื่อเพิ่มผลตอบแทนโดยรวมให้สูงกว่าการออมเพียงอย่างเดียว ซึ่งหมายความถึงความเสี่ยงที่สูงขึ้น

ที่มา: www.oknation.net

ยิ่งเงินทุนน้อย ยิ่งต้องรีบลงทุน

chinese new year Graphics


เป็นเรื่องจริงที่ว่า การลงทุนนั้น ต้องใช้ทุนจำนวนมาก
เพราะหากมีเงินทุนน้อย ผลตอบแทนที่ได้ ก็ย่อมจะน้อยเช่นกัน

ลองเปรียบเทียบนักลงทุนสองคน ที่ลงทุนไปในหุ้นตัวเดียวกัน
คนแรก : ลงทุนด้วยเงิน 10,000 บาท
คนที่สอง : ลงทุนด้วยเงิน 10 ล้านบาท

ถ้าหุ้นตัวนี้ดำเนินงานเกิดผลกำไร และจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้น 10%
คนแรก จะได้เงินปันผล 1,000 บาท
คนที่สอง จะได้เงินปันผล 1 ล้านบาท

เมื่อเปรียบเทียบกันอย่างนี้
คนแรก ได้เงินปันผลเพียง 1,000 บาท ก็ไม่พอจะซื้อข้าวของบางชิ้นด้วยซ้ำ
แต่ คนที่สอง สามารถอยู่ได้ด้วยเงินปันผลเพียงอย่างเดียว (ไม่ต้องทำงานอื่นก็ได้)

หากมองในแง่ความคุ้มค่าของเงินและเวลาที่ลงทุนไป
จึงอาจมองได้ว่า คนแรก ใช้เวลาได้ไม่คุ้มค่า
ส่วนคนที่สอง ใช้เวลาได้คุ้มค่ามากกว่า

แต่เราจะรู้หรือไม่ว่า
กว่าที่คนที่สอง จะมีเงินลงทุนถึง 10 ล้านบาทนั้น
เขาต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ จึงมาถึงจุดนั้นได้

อาจเป็นไปได้ว่า
เงินจำนวนนี้ ผ่านการลงทุนมาจากรุ่นปู่ย่าตายายก็เป็นได้
ซึ่งตอนนั้น คงจะเริ่มต้นลงทุนด้วยเงินจำนวนน้อยๆ เช่นกัน

หรือ
อาจเป็นไปได้ว่า
เงินจำนวนนี้เกิดจากการเก็บหอมรอมริบมาในช่วงชีวิตของนักลงทุนคนนี้เอง

การที่มีเงินทุนน้อย
อาจจะดูหมดหวัง ในหนทางของการลงทุน (ในยุคทุนนิยมแบบนี้)
แต่ความจริงนั้น เราต้องมองออกไปในอีกรูปแบบหนึ่งที่ต่างออกไป
นั่นก็คือ
ยิ่งมีเงินทุนน้อยเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะต้องรีบเร่ง ศึกษาหาทางลงทุนให้เร็วที่สุด

วงจรของคนที่มีเงินทุนน้อย มักจะอยู่ในรูปแบบนี้
คือ
ทำงาน –> รับเงินเดือน –> ใช้จ่ายแบบเดือนชนเดือน

และก็วนซ้ำอยู่อย่างนี้
จึงแทบจะไม่มีโอกาสได้ลงทุนอะไรได้เลย

ปัญหาไม่ใช่เพราะมีรายได้น้อย
แต่ปัญหาอยู่ที่ การไม่มีวิธีการที่จะลงทุน
และปัญหาอยู่ที่ การมองว่าลงทุนด้วยเงินน้อยๆ นั้นไม่คุ้มกับเวลาที่เสียไป
(สู้ทำงานรับเงินเดือนไปเรื่อยๆ ไม่ได้)

เมื่อมองไม่เห็นช่องทางที่จะลงทุน และ ไม่คิดจะลงทุน
ก็เป็นเหตุให้ไม่คิดจะอดออม
ใช้ชีวิตแบบ รายได้ เท่าๆ กับรายจ่าย แบบเดิมซ้ำๆ

แต่ถ้าเมื่อใดก็ตาม
เขาเริ่มคิดได้ว่า
หากได้เริ่มต้นสะสมเงิน และเริ่มต้นลงทุน โดยเริ่มต้น ตั้งแต่วันนี้
แม้จะเป็นจำนวนเงินที่เล็กน้อย
แต่ก็จะเป็นกำลังใจ ให้พยายามอดออมมากขึ้น ลดรายจ่ายลง
เงินลงทุน ก็จะเพิ่มมากขึ้นตามระยะเวลาที่ผ่านไป

แม้เงินลงทุนจะน้อย
ผลตอบแทนก็ยังน้อย
แต่มันก็เป็นผลที่เกิดขึ้น จากการที่ (เงินเริ่มต้นทำงานแทนเรา)
ส่วนงานประจำที่ทำอยู่ ก็ยังสร้างรายได้ให้เข้ามา เป็นปกติเหมือนเดิม
แม้ปันผลที่ได้เพียง 1,000 บาท
แต่มันก็เป็นเงินที่เพิ่มขึ้นจาก 10,000 ไปเป็น 11,000

และกว่าที่เงินลงทุน จะเพิ่มขึ้นจนเป็นล้าน เป็นสิบล้าน เหมือนอย่างคนที่สอง
จึงอาจต้องใช้เวลาที่นานมาก
(อาจใช้เวลาถึง 30 ปี หรือนานกว่านั้น)
เมื่อเห็นว่าต้องใช้เวลานานมากเท่าไหร่ ก็เลยยิ่งต้องรีบเร่งที่จะเริ่มต้นลงทุนเท่านั้น

เพราะยิ่งเวลาผ่านไปมาก แต่ยังไม่มีการเริ่มต้นสักที
ก็ยิ่งจะทำให้เสียเวลามากขึ้นเท่านั้น

ยิ่งเสียเวลามากเท่าไหร่ ก็แสดงว่าเราใช้เวลาได้ไม่คุ้มค่ามากขึ้นเท่านั้น

ส่วนคนที่มีเงิน 10 ล้าน
แม้เขาจะไม่ได้นำมาลงทุน ณ ตอนนี้ ก็ไม่เป็นไร
เพราะเพียงดอกเบี้ยเงินฝากที่ได้ ก็อาจจะมากพอในการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายได้แล้ว

เหตุนี้ ผมจึงสนับสนุนให้คนที่มีเงินทุนน้อย
เริ่มต้นศึกษา และเริ่มต้นลงทุนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ

(และตลาดหุ้นนี่แหละ เป็นแหล่งให้คนที่มีทุนน้อย ได้มีโอกาสเริ่มต้น)

ที่มา: fats-revolution

ทำเงินก้อนโต

chinese new year Graphics


โลกในมุมมองของ Value Investor : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Value Investor นั้นก็เหมือนกับคนในวงการอื่นๆ ที่มีทั้งนักลงทุนประเภท Aggressive หรือพวกที่ “ก้าวร้าว” กล้าได้กล้าเสีย ทำงานหนัก หนุ่มแน่น ซึ่งในบางช่วงบางสถานการณ์ อย่างเช่นในช่วงนี้ สามารถทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ หลายคนกลายเป็นเศรษฐีในเวลาไม่นาน กับอีกกลุ่มหนึ่งหรือที่จริงควรเรียกว่าอีกปีกหนึ่งที่เป็น VI ประเภท Conservative หรือนักลงทุนแนวอนุรักษนิยมที่เน้นความปลอดภัยในการลงทุนเป็นหลัก ไม่ชอบอะไรที่หวือหวาและอันตราย คนในกลุ่มนี้ชอบลงทุนในกิจการที่มีความแน่นอนของผลประกอบการของบริษัทแม้ว่ากิจการจะโตช้าและหลายกิจการอาจจะใกล้ที่จะอยู่ในอุตสาหกรรมตะวันตกดิน เกือบทั้งหมดชอบหุ้นถูกแม้ว่ามันจะถูกมานาน พวกเขามักจะเป็นคนที่มีอายุมากกว่าพวกแรกและหลายคนมีเงินไม่มากและเหลือเฟือที่จะกล้าเสี่ยง ผลตอบแทนการลงทุนของพวกเขาดูเหมือนว่าจะไปแบบเนิบๆ ไม่หรูหราและอาจจะไม่เลวร้ายไม่ว่าในสถานการณ์ไหน

สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปก็คือ ถ้าเราจะเป็น VI แบบ Aggressive นั้น หุ้นประเภทไหนที่เราจะเล่น หุ้นอะไรที่จะ “ทำเงินก้อนโต” ให้เราได้

หุ้นกลุ่มแรกก็คือ หุ้นของกิจการที่มีผลประกอบการที่เป็นวัฏจักรรุนแรง นี่คือผู้ผลิตหรือให้บริการสินค้าที่เป็นโภคภัณฑ์ เช่น ปิโตรเคมีต่างๆ การเดินเรือและการบิน ผลิตภัณฑ์การเกษตรโดยเฉพาะที่หาสินค้าทดแทนได้ยากเช่น ยางพาราและไก่ นอกจากนี้ ยังมีสินค้าที่ไม่ได้เป็นโภคภัณฑ์แต่ก็มีวัฏจักรที่ขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจเพราะเป็นสินค้าคงทนที่คนสามารถเลื่อนการซื้อออกไปได้เช่น รถยนต์และบ้าน เป็นต้น การลงทุนในหุ้นกลุ่มวัฏจักรนี้ เราต้องรู้ว่าวัฏจักรกำลังเป็น “ขาขึ้น” ในขณะที่ราคาหุ้นยังไม่สะท้อนภาวะที่กำลังจะเกิดขึ้น แน่นอนว่าการคาดการณ์ในเรื่องนี้ไม่ใช่ง่าย แต่ถ้าทำได้ถูกต้อง บ่อยครั้งจะได้กำไรงดงาม บางทีหุ้นขึ้นไปหลายเท่าในเวลาไม่กี่เดือน ตัวอย่างที่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ทำให้ VI ที่เน้นการลงทุนในหุ้นวัฏจักรร่ำรวยไปหลายคน อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการลงทุนนั้น อะไรที่ประสบความสำเร็จไปแล้ว คนที่มา “ทำซ้ำ” อาจจะช้าเกินไป

หุ้นกลุ่มที่สองคือ หุ้นเล็กที่ไม่มีใครเหลียวแล บางคนเรียกว่า “หุ้นเงา” นี่คือหุ้นที่มีขนาดค่อนข้างจะเล็กคืออาจจะมี Market Cap. หรือมูลค่าหุ้นทั้งบริษัทไม่ถึงพันล้านบาท แต่เป็นกิจการที่มีผลประกอบการที่กำลังดีขึ้นอย่างมากในระยะอาจจะสองสามปีข้างหน้า และบริษัทเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมหรือธุรกิจที่ทำอยู่ อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญก็คือ หุ้นเหล่านี้ที่จะวิ่งพรวดได้นั้นมักจะต้องมี “สปอนเซอร์” หรือถ้าจะใช้ภาษาการแข่งม้าก็คือ จะต้องมี “จ๊อกกี้” ที่จะ “กระตุ้น” ให้หุ้นวิ่งไปได้มากๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นมักจะต้องรวมถึงเจ้าของบริษัทที่จะต้องออกมา “เชียร์” หุ้นสม่ำเสมอ ดังนั้น การลงทุนในหุ้นเงาแบบนี้ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงนอกจากผลประกอบการแล้ว จะต้องดูว่าในที่สุดจะมีใครเป็น “คนนำ” ในการขับเคลื่อนหุ้น

หุ้นกลุ่มที่สามก็คือ หุ้น “นางฟ้าตกสวรรค์” นี่คือหุ้นที่เคยเป็น “นางฟ้า” ของนักลงทุน เป็นหุ้นที่เคยร้อนแรง ราคาปรับตัวขึ้นไปหลายเท่าในเวลาอันสั้นและเหตุผลที่ราคาหุ้นขึ้นไปสูงมากนั้นเป็นเพราะบริษัทกำลังมีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นและเติบโตมาก นักลงทุนคาดหวังบริษัทไว้สูงมากและให้ราคาหุ้นสูงอย่างไม่น่าเชื่อ อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป ผลการดำเนินงานกลับไม่เป็นไปตามที่คาดด้วยเหตุผลต่างๆ นานา สร้างความผิดหวังและทำให้นักลงทุนเทขายหุ้นทิ้งอย่าง “บ้าคลั่ง” เช่นเดียวกับในตอนที่เข้าซื้อหุ้น ผลก็คือ ราคาหุ้นตกต่ำมาติดดิน ประเด็นสำคัญในการซื้อหุ้นนางฟ้าตกสวรรค์ก็คือ เราจะต้องเห็นว่าบริษัทจะกลับมาเป็น “นางฟ้า” มีผลงานโดดเด่นได้เหมือนเดิมหรือใกล้เคียงกับของเดิมและราคาหุ้นนั้นต่ำมาก เราไม่ต้องการซื้อหุ้นเพียงเพราะราคามันตกลงมามาก เราไม่ต้องการนางฟ้าที่ “ตกนรก” ไปแล้ว

กลุ่มที่สี่ หุ้นฟื้นจากภาวะล้มละลายหรือปัญหารุนแรงทางการเงินและธุรกิจ และจะต้องมีมูลค่าหุ้นต่ำมากเมื่อเทียบกับทรัพย์สินหรือขนาดของกิจการ การที่จะทำเงินก้อนโตจากหุ้นกลุ่มนี้นั้น จะต้องมั่นใจว่าเจ้าหนี้พร้อมที่จะยอมรับการปรับโครงสร้างหนี้และบริษัทมีคนสนใจที่จะเข้ามาลงทุนเพิ่มเติมเพื่อกอบกู้บริษัท การเล่นหุ้นในกลุ่มนี้มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนถ้าคาดการณ์ได้ถูกต้องก็สูงมากเช่นเดียวกัน

กลุ่มที่ห้า หุ้นบลูชิพที่มีราคาตกต่ำลงมากเนื่องจากปัญหาบางอย่างที่เกิดขึ้นครั้งเดียว หรือตกต่ำลงเพราะปัญหาของภาพรวมเศรษฐกิจการเงิน นี่คือหุ้นของกิจการที่ใหญ่โต มั่นคง เก่าแก่ ที่มีผลการดำเนินงานที่ดีต่อเนื่องยาวนาน มีฐานะทางการตลาดที่มั่นคงมาช้านานและแทบไม่มีคู่แข่งหน้าใหม่เข้ามาแข่งขัน หุ้นเหล่านี้มักจะโตช้าๆ แต่จ่ายปันผลในอัตราที่น่าพอใจ ดังนั้น เมื่อเกิดสถานการณ์ที่หุ้นตกลงมาอย่างแรงเช่น อาจจะ 30-40% จากราคาปกติ การลงทุนในหุ้นแบบนี้ก็จะให้ผลตอบแทนมากด้วยความเสี่ยงต่ำ อย่างไรก็ตามโอกาสที่จะเกิดสถานการณ์แบบนี้ก็มีไม่มากนัก

กลุ่มที่หก หุ้นซูเปอร์สต็อก นี่คือการลงทุนในหุ้นที่มีคุณสมบัติ “สุดยอด” ในเกือบทุกด้านในขณะที่จุดอ่อนมีน้อย นั่นก็คือ เป็นกิจการที่เติบโตเร็วและจะเติบโตขึ้นไปอีกมากจากจุดที่เห็น การเติบโตนั้นเป็นการเติบโตที่หาคู่แข่งมาขัดขวางได้ยาก เส้นทางการเติบโตนั้นชัดเจนและได้รับการพิสูจน์แล้วว่าทำได้ ฐานะทางการเงินแข็งแกร่งเช่นเดียวกับการตลาดที่มีความได้เปรียบอย่างยั่งยืนหรือมี Durable Competitive Advantage หุ้นซูเปอร์สต็อกนี้ ถ้าเลือกถูกต้องแล้ว ก็สามารถทำเงินก้อนโตได้ยาวนาน แต่ผลตอบแทนจะดีและปลอดภัยยิ่งขึ้นถ้าสามารถซื้อได้ในช่วงต้นๆ ที่คนยังไม่ได้ตระหนักถึงสถานะของบริษัทหรือซื้อในช่วงที่มันประสบปัญหาบางอย่างทำให้ราคาหุ้นต่ำกว่าปกติ

ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงหุ้นบางกลุ่มที่สามารถทำเงินก้อนโตให้กับ VI ได้ อย่างไรก็ตามแต่ละกลุ่มที่กล่าวถึงนั้นก็มี “ดีกรี” การทำเงินมากน้อยต่างกันอยู่บ้าง แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือเรื่องของความเสี่ยง ซึ่งก็ยังแบ่งออกเป็นสองด้านคือ ความเสี่ยงที่การวิเคราะห์อาจจะผิดพลาดและความเสี่ยงที่ราคาหุ้นจะตกลงมามากหรือน้อยถ้าเราวิเคราะห์ผิดหรือสถานการณ์เปลี่ยนไป ดังนั้น คนที่รักหรือเลือกที่จะเป็น VI ที่ Aggressive จะต้องระมัดระวังและจะต้องประเมินศักยภาพหรือฝีมือของตนเองให้ดีว่าเราจะเลือกลงทุนในหุ้นกลุ่มไหน

ที่มา: bangkokbiznews

ทำอย่างไรจะมีเงินเก็บ

chinese new year Graphics


ดัดแปลงจากบทความ “ทำอย่างไรให้มีเงินออม” และ “พร้อมที่จะลงทุน” เคยตั้งคำถามกับตัวเองบ้างไหมว่า ตัวเราจะต้องทำงานไปจนถึงอายุเท่าไหร่จึงจะมีเงินไว้ใช้สอยอย่างสุขสบายตามฐานะ ส่งลูกเรียนหนังสือโดยไม่ลำบากได้ ไม่เป็นหนี้เป็นสินกับใคร และไม่ลำบากในยามแก่ชรา มีเงินเหลือพอที่จะเป็นค่ารักษาพยาบาล คำถามง่ายๆ แบบนี้ หลายคนยังหาคำตอบไม่ได้ หลายคนอาจจะมีคำตอบแล้ว แต่ยังไม่ได้เริ่มลงมือ ทำอะไร และหากว่าคุณเป็นคนที่อยู่ในวัยทำงานที่ไม่ว่าเมื่อวาน วันนี้ หรือพรุ่งนี้ก็ยังคงตั้งหน้าตั้งตาทำงานตัวเป็นเกลียว เคยตั้งคำถามให้กับตัวเองไหม
งานประจำไม่ทำให้คนรวยได้ จริงหรือไม่

การตั้งหน้าตั้งตาทำงานต่อไป แต่กลับไม่มีเงินเก็บออม หนำซ้ำในบางครั้งก็ยังคงมีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ ต้องประสบปัญหาทางการเงินถึงกับต้องกู้หนี้ยืมสิน ถ้าหากเหตุการณ์ที่ว่านี้เกิดขึ้นกับคุณแล้วละก็ คุณต้องลงมือทำอะไรสักอย่างแล้ว เพื่ออนาคตข้างหน้า

การที่จะมีเงินเก็บออมได้นั้นไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งแรกที่คุณต้องลงมือทำก็คือ การรู้จักวิธีวางแผนทางการเงินเสียก่อน โดยในขั้นแรกคือการจัดสรรเงินที่มีอยู่ให้พอเพียงกับวิถีชีวิตของคุณเอง ดูว่าคุณมีภาระค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์และ ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ประจำวัน พยายามใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นเสียก่อน ให้เหลือเงินและกันส่วนที่เหลือไว้เป็นเงินออมให้มากที่สุดโดยไม่ลำบากกับชีวิตประจำวันมากนัก และหากเงินที่หาได้ในแต่ละเดือนไม่เพียงพอกับภาระค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่มีอยู่แล้วคุณมีทางเลือก 2 ทาง

ทางแรกคือการเพิ่มรายได้ หาอาชีพเสริม เพื่อจะได้มีรายรับที่เพิ่มมากขึ้น และ ทางที่สอง คือการหาทางลดค่าใช้จ่ายที่เป็นอยู่ อะไรที่เป็นสิ่งของฟุ่มเฟือยหรือไม่จำเป็นก็ตัดทิ้งไปบ้าง ถ้าคิดว่าจำเป็นทุกอย่าง ควรตัดสิ่งจำเป็นน้อยกว่าออกไปหรือลดการใช้จ่ายสิ่งจำเป็นลง ทนลำบากซักหน่อย

หลังจากนั้นแล้วก็เริ่มกันเงินส่วนหนึ่งไว้เป็นเงินออม เงินออมนี้โดยทั่วไปแล้วมีไว้ก็เพื่อวัตถุประสงค์หลักๆ 3 อย่าง

1. การสำรองไว้ในกรณีฉุกเฉิน เช่น คุณหรือบุคคลในครอบครัวอาจมีเหตุให้ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นการด่วน เงินออมในส่วนนี้แนะนำให้มีไว้อย่างน้อย 6 เท่าของค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยในแต่ละเดือน

2. การออมเพื่อวัตถุประสงค์ระยะยาว เช่น หากคุณมีครอบครัวแล้วก็จำเป็นจะต้องมีการออมเพื่อการศึกษาของลูกๆ ในวันข้างหน้า

3. การออมไว้ใช้ในยามเกษียณ เมื่อถึงวัยหนึ่งที่คุณไม่ทำงานอีกต่อไปแล้ว คุณจะได้มีเงินจับจ่ายใช้สอยต่อไปอย่างไม่ลำบาก และไม่เป็นภาระของใครๆ

เมื่อมีเงินที่เก็บออมมาได้ระยะหนึ่งและพอจะตั้งต้นลงทุนได้แล้ว ก็ถึงเวลาที่คุณจะต้องทำการสำรวจตนเอง ประเมินตนเองแล้วว่ามีจุดมุ่งหมายในการลงทุนอย่างไร ชัดเจนหรือไม่ เช่น เพื่อการศึกษาของลูกๆ หรือเพื่อวางแผนชีวิตเกษียณ เป็นต้น เพราะแน่นอนว่าเมื่อนำเงินมาลงทุนหาประโยชน์ให้งอกเงยแล้ว ย่อมจะต้องการ “ผลตอบแทน” ที่ดีจากการลงทุน แต่สิ่งสำคัญคือคุณจะต้องไม่หลงทางไปกับคำว่า “ผลตอบแทน” เสียก่อน เพราะผลตอบแทนนั้นย่อมมี “ความเสี่ยง” ตามติดมาด้วยทุกคราไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น จึงต้องถามตัวเองว่า เป้าหมายที่ต้องการจากการลงทุนที่แท้จริงคืออะไร ขณะนี้คุณอายุเท่าไหร่ คุณแบกรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน ในแต่ละช่วงชีวิตนั้นมีเป้าหมายอย่างไร หากเกิดความผิดพลาดแล้ว ยังจะกลับมาแก้ไขได้ทันไหม ทั้งนี้ ก็เพื่อกำหนดกรอบการลงทุนของตนเองในระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้นั่นเอง

ข้างต้นนั้นคนที่คิดเป็นทำเป็นอาจจะไม่ลำบากแต่หากเป็นชาวบ้านทั่วไปคิดไม่ออกไม่รู้วิธีจัดการเพราะการที่จะต้องกันเงินออกหลายๆ ส่วนจะเหลือเป็นเงินก้อนส่วนน้อยนิดวางกองตรงหน้า มิหนำซ้ำ เงินก้อนที่ต้องใช้จ่ายในชีวิตประจำวันก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการอีก

หลักการง่ายๆ คือ หารายได้เสริมเท่าที่พอจะมีแรง อย่าเกี่ยงงาน เงินล่องลอยอยู่รอบๆ ตัวเราเสมอ เพียงแต่เราจะรู้วิธีไขว่คว้ามาให้ได้อย่างไรเท่านั้น การออม ไม่ใช่เป็นการเก็บครั้งสองครั้งแล้วเห็นผล แต่หมายถึง การเก็บทีละเล็กละน้อยและมุ่งมั่นที่จะเก็บ ลองทำดูว่า การบังคับตัวเองเก็บเงินวันละร้อยสองร้อยบาทไปเรื่อยๆ เหมือนหยอดกระปุก ความคิดที่ว่า ทำอย่างไรจะมีเงินเก็บ ก็จะหายไปจากหัวสมอง

ที่มา :http://www.cheapestav.com

วันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2553

คุณเป็นนักลงทุนพวกไหน

chinese new year Graphics


ที่ผ่านมาตลาดหุ้นผันผวนมาก และผมก็คิดว่าจิตใจของผมไม่แข็งแกร่งพอ มีความอดทนในตลาดน้อยเกินไป เช่น ไม่ใช่เอะอะจะซื้อ เมื่อของถูกไม่จริง หรือ จะขายเมื่อหุ้นขึ้นมาแค่นิดเดียว กลายเป็นขายหมูซะงั้นไป ที่ว่าไปนี้เป็นพฤติกรรมของผมเอง แม้ผมยังใหม่กับสนามหุ้นก็ตาม แต่ผมต้องรีบแก้ไขตัวเองด่วนเลย ผมก็เลยเข้าห้องสมุดคณะ Econ มีหนังสือต่างๆมากมายเลย ผมเดินตรงไปเลยเอาหนังสือจิตวิทยาการเล่นหุ้น เขียนโดย บรรจง อมรชีวิน เพื่อที่จะได้รู้อารมณ์ของตลาดมากขึ้น ได้ความรู้ต่างๆมากมายเลยครับ ก็เลยเอาอะไรมาฝาก อยากแรกก่อนลงทุนหรือทำธุรกิจอะไรเราต้องรู้เขาก่อนใช้ไหมครับ มันถึงจะมีโอกาสสำเร็จในการทำธุรกิจ แต่ที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ แล้วเรารู้จักเราดีพอหรือยัง เช่น ถ้าเราไม่มีเวลา อาจจะเป็นเพราะเรียนอยู่หรือทำงานประจำ อย่างนี้เทรดหุ้นมันทุกเวลาก็ไม่ใช่ ใช่ไหมครับ เราควรหาแนวทางการลงทุนแบบใหม่ที่เหมาะกับเราจริงๆ คราวนี้ ผมมีคำถามอยากถาม??? แล้วคุณรู้หรือยังว่าเป็นนักลงทุนประเภทไหน โดยหนังสือจิตวิทยาการเล่นหุ้น ก็บอกว่ามีนักลงทุนอยู่ 7 ประเภทใหญ่ๆ ในตลาดหุ้น ( ใครเป็นแนวไหนก็บอกกันได้นะครับ บางคนบอกมีทุกประเภท 555)
1. พวกชอบของถูก
ใครๆก็ชอบของถูก แบบว่า P/E ต่ำๆหรือ P/BV น้อยกว่า 1 จะกระโดดใส่เลย ใช่ไหมครับ ใครเป็นพวกนี้ต้องวิเคราะห์บริษัทในการลงทุนด้วยนะครับ ไม่ใช่โดดใส่อย่างเดียว เดี๋ยวกระโดดพลาดขาจะหักเอาได้นะครับ 555
กัดดักมันก็มีแบบว่าหุ้นที่เราถือมันไม่ขึ้น ทรงๆอยู่นั้นแหละ หุ้นตัวอื่นๆวิ่งกันหมดอาจจะเสียโอกาสเอาได้

2. พวกมองการไกล
การมองไกลอาจจะเสี่ยงต่อการขาดทุนได้เหมือนกัน เช่น ธุรกิจเทคโนโลยี
มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลาดเวลา สิ่งที่เราคาดหวังไว้ในอนาคตอาจจะไม่ใช่ก็ได้ อย่างไงก็ควรกระจายหุ้นบ้างเพื่อลดความเสี่ยง อย่าถือหุ้นที่เราคาดหวังไว้
หนักๆอย่างเดียว อาจจะทำให้เราเจ็บตัวได้

3. พวกคิดสวนกระแส
การที่เราคิดไม่เหมือนใครบางครั้งเราอาจพลาดได้ แม้เราจะคุ้นเคยที่ว่าหุ้นที่คนอื่นหวาดกลัวให้เราทยอยซื้อ หรือหุ้นที่ลิงโลดให้เราทยอยขาย เพราะบางทีเจอสถานการณ์ที่มันไม่ปกติ พวกสวนกระแสไปรับ อาจเจ็บหนักเอาได้ เช่น วิกฤตแฮมเบอเกอร์ หรือวิกฤติต้มยำกุ้ง อย่างนี้เจ็บเลย อาจจะแก้ตัวไม่ได้ก็ได้ หรือถ้าถือไว้รอให้วิกฤตเป็นโอกาส ก็ต้องถือไว้นานเลย อาจเสียโอกาสในการลงทุนอย่างอื่นแทนได้

4. พวกอ่อนไหว
พวกนี้ตรงข้ามพวกมองการไกลเลย คือว่าเห็นอย่างไงก็เป็นอย่างนั้น พวกนี้ส่วนใหญ่จะเป็นคนมีจริยธรรม เช่นหุ้นที่เป็นภัยสังคม เช่นธุรกิจ บุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาจทำให้พลาดกำไรได้ และก็มักจะรักหุ้นตัวใดตัวหนึ่งเป็นพิเศษ ในเวลาที่ควรขายก็ไม่ขาย พลาดโอกาสกำลังกลายเป็นขาดทุนซะงั้น

5. พวกชอบสงสัย
จะมี 2ประเภทคือ พวกที่รู้มาก และรู้น้อย มักจะเป็นคนที่ชอบคิดลบ คิดอะไรซับซ้อน ข้อเสียคือไม่ค่อยเชื่อคำแนะนำของผู้ที่รู้จริงๆ มักนำไปคิดเองจนพลาดโอกาสดีๆได้ แต่ข้อดีก็คือมักจะขนขวายเอง และรู้ว่าบริษัทไหนผลประกอบการดี และจะดูรายละเอียดลึกซึ่งกว่าคนทั่วไปมองกันก็ทำให้ได้กำไรงามๆเหมือนกัน

6. พวกนักเก็งกำไร
จะชอบดูเทคนิคประวัติราคาหุ้น ไม่ค่อยสนใจมิติอื่น เช่นการแข่งขัน การเติบโตของบริษัท ปัญหาเศรษฐกิจ เชื่อมันในการแกว่งตัวของหุ้น สนใจแต่แนวรับแนวต้าน พวกนี้จะมีความเสี่ยงสูงเนื่องจากต้องเกาะติดตลาดตลอดเวลามักเป็นเหยื่อของอารมณ์ได้ง่ายๆ ในบางครั้งพลาดโอกาสในการที่หุ้นกลับตัวขึ้นไปไกลๆได้ เพราะมักเล่นสั้น และจะเสียค่าธรรมเนียมเยอะโดยไม่คุ้มกับกำไรที่ได้มา

7. พวกชอบผจญภัย
พวกนี้ชอบความเสี่ยงเป็นชีวิตจิตใจ เล่นพนันในหุ้นนั้นเอง พวกนี้หมดตัวได้ง่ายๆ ได้มาเท่าไหร่ก็อาจจะเสียหมด ถ้าเป็นพวกนี้จริงๆ ก็ควรจำกัดวงเงินส่วนหนึ่งมาเล่นเท่านั้น เสียแล้วก็อย่าเอาคืน (ถ้าใครเป็นพวกนี้ การแนะนำที่ดีที่สุดคือเลิกเสียเถอะ เพราะหุ้นคือการลงทุนไม่ใช่การพนัน

ผมว่าผมเป็นประเภทสวนกระแสนะ แต่ก็มีข้ออื่นบ้างประปรายแล้ว คุณคิดว่าเป็นนักลงทุนพวกไหนครับ

Link-Seed

  • Link-Seed - ผมได้รวบรวมลิงค์ "การเงิน-การลงทุน" ที่ผมสนใจมาแปะเอาไว้ในบล็อก Link-Seed เพื่อเป็นเครื่องมือในการหาข้อมูลข่าวสาร และนำมาพิจารณาการลงทุนอีกทีหนึ่ง เพื่อนๆ ...
Custom Search
 
Financeseed Copyright © 2009 Blogger Template Designed by Bie Blogger Template